้าย่อมจัดการเอง
ได้ น้องสามเองก็ดูจะมีเรื่องต้องกังวลมากอยู่แล้ว มิใช่หรือ?”
จ้าวอิงหน้าแตงด้วยโทสะ
“พี่ใหญ่ช่างวาจาเฉียบคมยิ่งนัก ก็ไม่รู้ว่าในงานคัดเลือก ท่านจะยัง
พูดจาฉะฉานเช่นนี้ได้หรือไม่”
จ้าวเข่อหรันยิ้มบาง
“ถึงข้าจะพูด ออกแม้คําเดียว อย่างน้อยก็ยังมีสิทธิ์เข้าร่วม มิใช่ เหมือนบางคนที่แม้แต่โอกาสยังไม่มี
คําพูดนั้นแทงใจดําเข้าเต็มเปา จ้าวถึงกําหมัดแน่น
“ใช่ ข้าไม่มีสิทธิ์ แต่ท่านจะได้เลือกหรือไม่ ก็ยังเป็นเรื่องไม่แน่นอน”
“ต่อให้ไม่ได้ ก็หาใช่เรื่องใหญ่อันใด ฮ่องเต้ทรงมีพระราชโองการ แล้ว ว่าการสมรสของข้าต้องผ่านพระองค์ เพียงรอเวลาเท่านั้น”
ทุกค้าของจ้าวเข่อหรันราวกับโปรยเกลือลงบนบาดแผลในใจจ้าวอิง
เหตุใดทั้งที่เป็นบุตรของบิดาเดียวกัน ชะตาชีวิตกลับต่างกันราวฟ้ากับดิน คนหนึ่งเกิดมาพร้อมคู่หมั้นที่ผู้ใหญ่กําหนดให้ ครั้นถูกยกเลิกก็ยังได้ เป็นจวิ้นจู่ ยังได้รับพระราชทานสมรสจากเบื้องบน ส่วนตนนั้น ต้องดิ้นรน เพื่ออนาคตทีละก้าว
ในศาลาเกิดความเงียบอึดอัด สามสตรีนั่งล้อมโต๊ะหินแต่ไร้ค้า สนทนา บรรยากาศหนาวเย็นราวลมเหมันต์ ท้ายที่สุด จ้าวเข่อหรันลุกขึ้น “ข้ามีธุระ ขอตัวก่อน”
หลิว เหนียงรีบลุกตามอย่างเคารพ
“ท่านจวิ้นจู่เชิญเถิดเจ้าค่ะ”
จ้าวเข่อหรันยิ้มบาง
“หลิวอี้เหนียงมีครรภ์ อย่าได้ลุกยืนมาก
ทว่าในวินาทีนั้นเอง จ้าวเข่อหรันรู้สึกถึงแรงสะดุดจากด้านหลัง ร่าง
ทั้งร่างพุ่งไปข้างหน้า
เสียงร