เมื่อได้ยินคําของจ้าวอิง จ้าวเข่อหรันเพียงยิ้มบาง ราวกับได้ฟังเรื่อง
ยบยันไร้สาระ
“น้องสามเองก็กล่าวแล้วมิใช่หรือ ว่าข้าเป็นเพียง จวิ้นจี่ ที่ฮ่องเต้ทรง
แต่งตั้ง”
นางยกถ้วยชา นจิบอย่างไม่รีบร้อน
“คําแหน่งนี้ก็แค่ชื่อเสียงบนกระดาษ มิได้มีอานาจในมือ ข้าจะไปช่วย
อันใดเจ้าได้”
จ้าวอิงร้อนใจจนแทบยืนไม่ติด
“แต่ท่านคือจวิ้นจี่! ได้รับการแต่งตั้งโดยพระโอษฐ์ฮ่องเต้ เหตุใดจะ
ช่วยข้าไม่ได้ แค่ตรัสคําเดียว ขอพระราชทานโอกาสให้ข้าเข้าร่วมงานคัดเลือก ชายาเท่านั้นเอง!”
จ้าวเข่อหรันเกือบหลุดหัวเราะ
“น้องสาม…เจ้าคิดว่าข้าเป็นผู้ใด ถึงจะเดินเข้าออกพระราชวังราวกับ ตลาดสดได้? ฮ่องเต้ประทับ ณ ที่ใด เจ้ารู้หรือไม่? ที่นั่นคือวังหลวง มิใช่โรง น้าชา เจ้าไม่หวงชีวิต ข้ายังหวงของข้าอยู่
คําพูดนุ่มนวล หาก แต่แฝงคมมีด จ้าวยีงหน้าร้อนผ่าว
“ท่านต้องมีทาง! แต่ไม่ยอมช่วยข้า!”
นางเชื่อมั่นอย่างดื้อรั้นว่าจ้าวเข่อหวั่นทําได้ เพียงไม่อยากทํา ความ คีตนั้นฝังลึกจนกลายเป็นความคับแค้น จ้าวเข่อหรันยกมือกดขมับอย่าง
อ่อนใจ
“เรื่องนี้คือพระราชโองการโดยตรง หากเจ้าไม่พอใจ ก็ไปทูลถาม
ฮ่องเต้เองเถิด อย่ามาหาข้า ข้าไม่มีอ้านาจใดทั้งสิ้น”
คําปฏิเสธหนักแน่นชัดถ้อย ไฟโทสะในดวงตาจ้าวอิงพลันลุกวาบ
“จ้าวเข่อหรัน หากเจ้ามิช่วย ก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!”
จ้าวเข่อหรันเลิกคิ้ว ยิ้มอย่างเย็นชา
“โอ้? เจ้าจะ ไม่เกรงใจ’ ข้าอย่างไรเล่า
นางมิได้เ