เสียงของจ้าวเข่อหรันค่อย ๆ เล่าเรื่องราวในอดีตออกมาทีละค้า ราว กับดึงเส้นไหมที่พันหัวใจตัวเองออกมาช้า ๆ ทุกประโยคเหมือนคมเข็ม เล็ก ๆ ทิ่มแทงชือ ชวี่ เขารู้เรื่องเหล่านั้นมาก่อนแล้วก็จริง แต่ “รู้” กับ “ได้ ยินจากปากนางเอง” มันต่างกันราวฟ้ากับดิน
ยิ่งนางพูด เสียงยิ่งสั่น ยิ่งนางพยายามเข้มแข็ง เขายิ่งเจ็บลึก แขน ของเขาค่อย ๆ กระชับแน่นขึ้นอย่างไม่รู้ตัว คล้ายกลัวว่าสตรีในอ้อมอกจะ สลายหายไปกับสายลม
“ต่อจากนี้จะไม่มีอีกแล้ว” เขาเอ่ยเสียงต่ํา แต่หนักแน่น
“ข้าจะรักเจ้าให้ดี จะไม่ยอมให้ใครทําให้เจ้าต้องกล้ากลืนความอัปยศ แม้แต่นิดเดียว และต่อหน้าข้า เจ้าไม่ต้องเสแสร้ง ไม่ต้องฝืนยิ้ม ไม่ต้องเข้ม แข็งเพื่อใครทั้งนั้น….เป็นตัวเจ้าเองก็พอ”
คําพูดเรียบง่าย แต่มันคือคําสัญญาของบุรุษที่หยิ่งทะนงที่สุดในราช สํานัก จ้าวเข่อหรันสะอื้น น้ําตาไหลราวสายฝนเดือนสาม นางเรียกชื่อเขา เบา ๆ ซ้ําแล้วซ้ําเล่า
“ชวี่…วี่…” ซือถูกวี่วูบหลังนางอย่างอ่อนโยน
“ร้องออกมาให้หมด เถอะ คนที่ไม่เห็นค่าของเจ้า ไม่ควรค่าแม้แต่น้ํา
ตาหยดเดียว”
ครานี้นํ้าตาของนางไม่ใช่เพียงความน้อยใจ แต่มีความซาบซึ้งปนอยู่
เต็มอก นางเชื่อเขา เพราะบุรุษผู้นี้ไม่เคยพูดเล่นกับหัวใจของตนเอง เมื่อ ร้องจนเหนื่อย ดวงตานางบวมแดง ปลายจมูกชื้นราวลูกแมวหลงทาง ฮือ ชวี่หัวเราะเบา ๆ เอานิ้วแตะปลายจมูกนาง
“ดูสิ เจ้าเหมือนลูกแมวร้องไห้ไม่มีผิด
“ท่านต่างหากเป็