เมื่อได้ฟังคําเตือนของจ้าวเข่อหวั่น ซุ่นอี้เหนียงถึงกับรู้สึกหนาววาบ ไปทั้งแผ่นหลัง นางไม่เคยคิดเลยว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ตนจะถูกใครบาง คนวางหมากล้อมเอาไว้เงียบ ๆ โดยไม่รู้ตัว ที่น่าขันยิ่งกว่านั้น คือ นางยังเคย คิดแทนอีกฝ่าย เคยสงสาร เคยเห็นใจเสียด้วยซ้ํา คิดถึงตรงนี้ ชุน เหนียงก็
ถอนหายใจยาว แววตาเจือความขมขื่น
“ไม่คิดเลยจริง ๆ ว่าข้าจะถูกคํานวณเอาไว้ทุกย่างก้าว โชคดีเหลือเกิน ที่หลายวันมานี้ ข้าอ้างป่วย ไม่ไปตามนัดของนาง หากวันนั้นข้าโง่เขลาไป จริง ๆ … ป่านนี้คงไม่ได้มานั่งคุยกับคุณหนูใหญ่อย่างสงบเช่นนี้แล้ว”
จ้าวเข่อหรันยิ้มบาง สีหน้าเรียบสงบ
“วันนี้ที่ข้ามา ก็เพื่อเตือนท่านโดยเฉพาะ ช่วงนี้ควรเว้นระยะจากอนุ หลิวไว้ให้มากที่สุด หากนางคิดจะโยนความผิดใส่ใครสักคน ท่านจะได้ไม่ กลายเป็นแพะรับบาป”
ชุน เหนียงพยักหน้า สีหน้าหนักแน่นขึ้นเล็กน้อย
“ข้าเข้าใจแล้ว ต่อจากนี้ หากนางเรียก ข้าจะอ้างป่วยทั้งหมด”
จ้าวเข่อหรันยิ้มปลอบ
“ท่านไม่ต้องกังวลนัก เรื่องนี้คงไม่ยืดเยื้อนานนัก ครรภ์ของนาง… ทนได้อีกไม่นาน อย่างมากก็เดือนเดียว เด็กคนนั้นคงไม่อยู่”
คําพูดนั้นราบเรียบจนเหมือนเอ่ยถึงใบไม้ร่วง ชุน เหนียงหัวเราะ
เบา ๆ อย่างขมขื่น
พวกเรากําลังพูดถึงชีวิตของเด็กคนหนึ่ง… กลับพูดได้เรียบเฉยเช่น
นี้ ช่างน่าหดหู่เสียจริง”
จ้าวเข่อหรันมองนางนิ่ง ๆ แววตาลึกซึ้ง
“อีเหนียง ข้ารู้ว่าท่านเป็นคนอ่อนโยน ใจดี ไม่ช