อบแก่งแย่ง แต่ที่นี่ คือจวนใท่อ ที่นี่ไม่ใช่วัดวาอาราม ความดีเพียงอย่างเดียวเอาตัวรอดไม่ได้ หากท่านใจอ่อนเกินไป สิ่งที่รออยู่ อาจไม่ใช่คําสรรเสริญ แต่คือหายนะ”
เข่อหรันหยุดชั่วครู่ ก่อนเอ่ยต่ออย่างแผ่วเบา
“ต่อให้ท่านไม่คิดถึงตัวเอง อย่างน้อยก็ควรคิดถึงเฟิงเอ๋อร์”
คําพูดนั้นเหมือนหินก้อนเล็ก ๆ ตกลงในใจชุน เหนียง เกิดระลอก
ๆ
ๆ
คลื่นเงียบ ๆ ตลอดชีวิตที่ผ่านมา นางไม่เคยสนใจอ้านาจ ไม่เคยอยากแย่งชิง อะไรกับใคร คิดเพียงว่าไม่รบกวนใคร ก็ไม่มีใครรบกวนตน แต่วันนี้จึงเข้าใจ ว่า ต่อให้ไม่แย่ง ก็ใช่ว่าจะปลอดภัย
บางครั้ง… การไม่สู้ ไม่ได้แปลว่าถูกปล่อยผ่าน แต่กลับถูกมองว่าอ่อน แอ น่ารังแก หากครั้งนี้ไม่มีคุณหนูใหญ่มาเตือน นางคงถูกลากลงเหวโดยไม่ รู้ตัว ชุน เหนียงเงียบไปนาน แววตาเริ่มเปลี่ยนไปอย่างช้า ๆ จ้าวเข่อหรันไม่ ได้พูดอะไรต่อ เพียงนั่งเงียบ ๆ ปล่อยให้นางคิดเอง
ๆ
บางเรื่อง เตือนได้ครั้งสองครั้ง แต่ไม่อาจคอยปกป้องตลอดชีวิต สายลมยามบ่ายพัดผ่านหน้าต่าง แผ่วเบาแต่ไม่อาจพัดความหนักอึ้งในใจให้
จางหาย
คั่าวันนั้น เพื่อแสดงความ “ห่วงใย” จ้าวชง จึงมีคําสั่งให้ร่วมโต๊ะ อาหารกันทั้งครอบครัว มีเพียงสี่คนเท่านั้น จ้าวชง ฉันเชียง เหอ จ้าวเข่อหรัน และเจ้าวเข่อเหริน หากเป็นเมื่อก่อน ต่อให้ จ้าวเข่อหรันนหายไปห้าเดือน เขาก็อาจไม่รู้ด้วยซ้ํา แต่วันนี้ต่างออกไป บัดนี้นางคือ “จวิ้นจี่” ผู้ได้รับพระราชทานบรรดาศัก