ครั้นก้าวพ้นประตูเรือนชิงเหอ ใจของจ้าวเข่อหวั่นกลับมิได้ปลอด โปร่งแม้แต่น้อย แท้จริงแล้ว ภายใต้สถานการณ์เช่นวันนี้ นางไม่จําเป็นต้อง แตกหักกับมารดาถึงเพียงนั้น หากเพียงอ่อนข้อ เอ่ยวาจาประจบให้ถูกหู เรื่องราวคงไม่บานปลายจนบาดลึกเช่นนี้
แต่บางที…นางอาจเหนื่อยแล้วจริง ๆ ตั้งแต่ได้ชีวิตใหม่ นางพยายาม ลืมเลือนความโหดร้ายในอดีตชาติ พยายามโน้มน้าวตนเองว่า บิดามารดายัง มีเยื่อใยอยู่บ้าง ทว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไป นางจึงตระหนักชัด นิสัยคนมิใช่สิ่ง ที่เปลี่ยนได้ง่าย คนที่พวกเขารัก คือบุตรที่นําเกียรติยศมาให้ ส่วนบุตรที่ไร้ ประโยชน์…ก็เป็นได้เพียงหมากตัวหนึ่งในกระดาน
เช่นครั้งถอนหมั้นที่ผ่านมา เพื่อปกป้องจ้าวเย่อเหริน พวกเขายอม สละนางโดยไม่แม้แต่ลังเล หากวันนี้นางมิได้เป็น เหวินจวิ้นจี่ เกรงว่าทั้งชีวิต คงไม่มีวันถูกเหลียวแล มุมปากจ้าวเข่อหวั่นยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน บาง เบาแต่คมกริบ อเชียงที่เดินตามหลังเห็นสีหน้านั้น ใจก็หดเกร็ง
“คุณหนู…ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่เจ้าคะ”
จ้าวเข่อหรันหันกลับมายิ้มอ่อน
“ไม่เป็นไรหรอก ข้าเตรียมใจไว้นานแล้ว เพียงแต่ไม่คิดว่าวันนี้จะมา
ถึงเร็วเช่นนี้”
คําพูดนางสงบ แต่ความเหนื่อยล้ากลับซ่อนลึกในแววตา รอยร้าว ระหว่างแม่ลูกมีอยู่แต่แรก เพียงแต่ต่างฝ่ายต่างปิดบัง วันนี้….นางถูกต้อน
จนสุดทาง
เราอยู่”
มารดา!”
“ไปเถิต เสียเวลาอยู่ที่เรือนชิงเห่อมามากพอแล้ว ชุน เหนียงคงรอ
ภายใ