ฉินเชียงเหอยังคงยืนกรานเสียงแข็ง นางเชื่อมั่นเหลือเกินว่าตนมิได้
ทําผิดอันใดเลย
“ดังนั้น เจ้ากําลังตําหนิข้าอยู่ใช่หรือไม่?”
จ้าวเข่อหรันส่ายหน้าเบา ๆ แววตาสงบนิ่งราวผิวนํ้าที่ไร้คลื่น
“ลูกมีได้ตาหนีท่านแม่ ท่านจะรักเย่อเหรินมากกว่า นั่นเป็นเรื่องของ ท่านแม่ ลูกไม่มีสิทธิ์ไปกล่าวโทษ เพราะมนุษย์มีเลือดเนื้อ มีหัวใจ จะให้เที่ยง ธรรมดุจตราชั่งย่อมเป็นไปได้ ลูกเข้าใจในเหตุผล…
นางหยุดครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อช้า ๆ
“แต่หัวใจลูกก็เป็นเนื้อเป็นหนัง มิใช่ก้อนหิน แม้ในเหตุผลลูกจะเข้า
ใจ แต่ในความรู้สึก…ลูกยอมรับไม่ได้”
ฉินเชียงเหอขมวดคิ้ว
“เช่นนั้นก็แปลว่าเจ้ากําลังโทษข้าอยู่ดี!
ท่านแม่…”
จ้าวเข่อหรันยิ้มอย่างอ่อนล้า
“หลายปีมานี้ ท่านเคยถามตนเองบ้างหรือไม่ ว่าท่านทุ่มใจให้ลูกสก
เท่าใดกัน?”
เสียงของนางราบเรียบ หากถ้อยคํากลับแหลมคมดั่งเข็ม
“ยามเย่อเหรินป่วย ท่านเฝ้าไม่หลับไม่นอน คอยประคองดูแลทุกลม หายใจ แต่ยามลูกป่วย ท่านเพียงมาเยี่ยมราวกับทําตามมารยาท ครั้งที่ลูก ตกน้ํา ไข้สูงอยู่หลายวัน ท่านเคยมานั่งเฝ้าลูกแม้เพียงวันเดียวหรือไม่?”
ดื้อรั้น
ฉันเชียงเหอสะดุ้งเล็กน้อย ความรู้สึกผิดแล่นวาบในดวงตา แต่ยัง
“ข้าไปเยี่ยมเจ้าแล้ว เพียงแต่เจ้าหมดสติอยู่ ข้าไม่ใช่หมอ ต่อให้อยู่
ช่วยอะไรไม่ได้”
คําตอบนั้นทําให้หัวใจของจ้าวเข่อหรันเจ็บร้าว
“เช่นนั้นหรือ? ตอนเย่อเหรินตกน้ําา ท่านก็ไม่ใช่หมอเหมือนกัน แต่ ท่านก