ลับเฝ้านางทุกชั่วยามมิใช่หรือ?”
คําพูดแผ่วเบา แต่ทุกคําราวกับคมมีดกรีดลึกลงไปในรอยแผลเก่า นางเองก็ไม่เข้าใจ คิดว่าตนไม่ใส่ใจแล้ว ไยยังรู้สึกเจ็บปวดเช่นนี้? บางที…หัว ใจนางยังมิได้แข็งแกร่งพอ ฉันเชียงเหอเม้มริมฝีปาก
“เย่อเหรินร่างกายอ่อนแอกว่าเจ้า”
จ้าวเข่อหรันหัวเราะในลําคอ เสียงนั้นเย็นเยียบ
“ดังนั้น เพราะลูกแข็งแรงกว่า จึงสมควรถูกละเลยหรือ? หากลูก ตาย ก็คงเป็นชะตาที่คู่ควรหรืออย่างไร?”
งั้นมา
น้ําเสียงไม่ดัง ทว่าแฝงความประชดประชันรุนแรง ฉินเชียงเธอโกรธ
“วันนี้เจ้ามาคิดบัญชีกับข้าใช่หรือไม่? เพียงเพราะข้ารักเย่อเหรินมาก
กว่า เจ้าจึงคับแค้น?”
บรรยากาศในห้องตึงเครียดราวสายพิณที่ถูกดึงจนสุดสาย แม่นมฉิน
จึงรีบออกมาไกล่เกลี่ย
“ฮูหยิน ใจเย็นเถิดเจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่ยังเด็กนัก พูดจาไม่รู้ความ อย่าได้ถือสาเลย ส่วนคุณหนูใหญ่….ฮูหยินอย่างไรก็คือมารดาของท่าน สาย เลือดย่อมติดไม่ขาด อย่าได้ทะเลาะกันเลยเจ้าค่ะ”
แม้นางเองจะรู้ดีว่าฮูหยินทําผิดไม่น้อย แต่ในยามนี้ก็ทําได้เพียงประ คับประคอง ฉินเชียงเหอดื่มชาเพื่อระงับโทสะ ก่อนเอ่ยถามเสียงเย็น
บอกข้ามา เจ้าเห็นว่าข้าไม่ยุติธรรมมาตลอดใช่หรือไม่?”
จ้าวเข่อหรันมองนางตรง ๆ
“เช่นนั้นท่านแม่ลองถามใจตนเองดูเถอะ ท่านเคยปฏิบัติต่อลูกสอง
คนอย่างเที่ยงธรรมหรือไม่?”
ฉันเชียงเหออ้าปากจะเถียง แต่จ้าวเข่อหรันกล่าวต่อ
“เย่อเหรินงดงาม มีพรสวรรค์ ผู้คนชื่นชม นางคือความภ