าคภูมิใจ ของท่านแม่ ท่านเอ็นดูนางยิ่งกว่าลูกนับพันเท่า มิใช่หรือ?”
“แล้วข้าเคยทอดทิ้งเจ้าหรือ?”
ฉันเชียงเหอโต้กลับ
“เรื่องกินหรือเรื่องใช้ เจ้าเคยขาดหรือไม่?”
จ้าวเย่อหรันมองนางอย่างอ่อนแรง
“ใช่ ลูกไม่เคยขาด เรื่องอาหารและเสื้อผ้า แต่ท่านรู้หรือไม่ว่าลูกชอบ กินอะไร เกลียดอะไร ชอบสีใด เกลียดสีใด ชอบดอกไม้หรือสัตว์ชนิดใด?”
คําถามแต่ละข้อเหมือนหยดน้ําที่ค่อย ๆ กัดกร่อนศิลา ฉินเชียง เหอเริ่มอึดอัด แต่ยังดื้อดึง
“เรื่องพวกนั้นข้าไม่จําเป็นต้องรู้ ขอเพียงเจ้ารู้ว่าข้าเป็นแม่ก็พอ ข้ามี เจ้าอยู่ในใจ แม้ไม่เท่าเข่อเหริน แต่มีก็พอแล้ว”
จ้าวเข่อหรันแค่นยิ้ม
“มีลูกอยู่ในใจ…ตราบใดที่ผลประโยชน์ของลูกไม่ขัดกับเข่อเหรินต่าง
หาก หากต้องเลือก ท่านแม่ก็ย่อมเลือกนางเสมอ”
คําพูดนั้นทําให้ฉันเชียงเหอชะงัก
“เช่นเรื่องคู่หมั้นกับชื่อจื่อหลินซีหร่าน”
นางเอ่ยเสียงนิ่ง
“หมั้นหมายกันมาสิบกว่าปี แต่สุดท้าย ท่านแม่เพื่อรักษาชื่อเสียงเข่อ
เหริน กลับบีบให้ลูกถอนหมั้น มิใช่หรือ?”
ฉันเชียงเทอรีบสวน
“เจ้าคับแค้นเรื่องนี้เองสินะ! หากวันนั้นข้าไม่ช่วยถอนหมั้น เจ้าจะมี โอกาสได้รับพระราชทานสมรสจากฮ่องเต้หรือ?”
จ้าวเข่อหรันได้แต่หัวเราะในใจ เพียงเพราะวันนี้นางได้คํามั่นจาก ฮ่องเต้ สิ่งที่มารดาราในวันวานจึงกลายเป็น “ถูกต้อง” อย่างนั้นหรือ?
“ท่านแม่เห็นว่าตนไม่ผิดเลยหรือ?”
“แน่นอน! เจ้าและเย่อเหรินล้วนเป็นลูกของข้า ข้าย่อม