โบราณว่าไว้ว่า “ยามสุขสันต์ มักลืมเลือนวันคืน” ช่วงเวลาแห่งความ สุขนั้นสั้นนัก เพียงพริบตาเดียว ห้าวันก็ล่วงเลยไปแล้ว จ้าวเข่อหรันพานัก อยู่ที่วัดว่านอันครบห้าวันเต็ม ถึงเวลาต้องกลับจวนไท่ซือเสียที
เช้าตรู่วันนั้น รถม้าจอดรออยู่นอกประตูวัด ล้อไม้เงียบงันใต้หมอก บางยามอรุณ ช็อกูล มองหญิงสาวที่กําลังจะจากไป ความไม่เต็มใจอัดแน่น อยู่ในอก แต่เขาก็รู้ดี หากนางยังไม่กลับ ย่อมก่อให้เกิดค่าครหาได้ หน้า ประตูวัดว่านอ้น ลมต้นฤดูพัดแผ่ว
“เจ้าเด็กน้อย ข้าไม่อยากแยกจากเจ้าเลยจริง ๆ”
เสียงเขาอ่อนลงอย่างคนงอแง จ้าวเข่อหรันหัวเราะเบา แววตาอ่อน
โยน
นะ”
“ชวี่ ข้าอยู่ที่นี่ถึงห้าวันแล้ว หากยังไม่กลับ เกรงว่าผู้คนจะสงสัยเข้า
เยา งนางเข้ามาแนบอก กลิ่นไม้จันทน์อ่อน ๆ จากตัวเขาลอยมากระ ทบปลายจมูก
“ข้ารู้…รู้ว่าต้องปล่อยเจ้ากลับไป แต่ก็ยังไม่อยากปล่อยอยู่ดี”
เสียงกระชิบแผ่วเบาข้างใบหู ทําให้นางยกแขนโอบตอบ
“ความสัมพันธ์ของเรายังต้องปิดบัง ต่อให้ไม่อยากจาก ก็ต้องจาก แต่ภายหน้า…เรายังมีวันคืนอีกยาวไกลมิใช่หรือ”
แขนเขากระชับขึ้นอีกนิด
“เชื่อข้า อีกไม่นาน ข้าจะทูลขอพระราชทานสมรสจากเสด็จพ่อ ให้เรา
ได้อยู่ร่วมกันอย่างเปิดเผย
นางหัวเราะเบา
“แต่ข้ายังไม่ถึงวัยปักปิ่น ต่อให้มีพระราชทาน ก็ยังแต่งมิได้อยู่ดี”
เขาปล่อยนางออกเล็กน้อย แล้วบีบปลายจมูกนางอย่างหยอกล้อ
“เจ้าช่างทําลายอารมณ์จริง ๆ เอาเถิด ถึงยังแต่งไม่ได้ ข้