เมื่อเห็นฉินอี้เหมี่ยวเงียบไปคล้ายกําลังครุ่นคิด จ้าวเข่อหรันจึงยิ้ม
บาง ๆ แล้วพูดต่อด้วยน้ําเสียงอ่อนโยน
“พี่เหมี่ยว ข้าไม่เหมือนพี่นะ ถึงตอนนี้ข้าจะได้เป็นจวิ้นจู่แล้ว แต่ อนาคตก็ยังไม่แน่นอนเลย แต่พี่ต่างออกไป ความสุขของพี่เพิ่งจะเริ่มต่าง
หาก”
คําพูดนั้นฟังดูเหมือนปลอบโยน แต่จริง ๆ แล้วคือการประคองใจ อย่างแนบเนียน ฉินอี้เหมี่ยวปากบอกเฉย ๆ ว่า “จริงเหรอ” แต่ในใจกลับ พองโตเหมือนลมอัดเต็มอก ความขุ่นเคืองที่เมื่อครู่ยังกรุ่นอยู่ ค่อย ๆ จาง หายไปไม่น้อย จ้าวเข่อหรันพยักหน้าแน่นอน
“พี่ทั้งงดงาม มีความรู้ อีกทั้งตระกูลก็มีฐานะดี บุรุษดี ๆ วันหน้าคง
แย่งกันมาสู่ขอ”
นางยิ้มพลางกล่าวต่ออย่างนุ่มนวล
“วันหนึ่ง ต้องได้ออกเรือนอย่างสง่างาม กลายเป็นสตรีที่ผู้คนทั้ง
เมืองต่างพากันอิจฉาเป็นแน่”
เธอเลือกพูดแต่ค้าที่อีกฝ่ายอยากได้ยิน เพราะรู้ดีว่า ความไม่พอใจ ของฉินอี้เหมี่ยวมีต้นตอแค่เรื่องตําแหน่งจวิ้นจู่ ถ้าทําให้เธอรู้สึกว่าตําแหน่ง
นี้ก็ไม่ได้วิเศษอะไรนัก แล้ววาดภาพอนาคตที่งดงามกว่าให้ดู….ไฟริษยาก็คง ดับลงเอง และก็เป็นไปตามคาด ฉินอี้เหมี่ยวหัวเราะเบา ๆ แสร้งถ่อมตัว
“เจ้าก็พูดเกินไปนะ ข้าจะดีอะไรขนาดนั้น”
ๆ
ในใจกลับหวานชื่นจนแทบลืมเรื่องขุ่นข้องทั้งหมด จ้าวเข่อหวั่นมอง แววตาอีกฝ่ายก็รู้ว่าติดเบ็ดแล้ว จึงเสริมต่อทันที
“จริง ๆ นะพี่เหมี่ยว ผู้ชายในเมืองหลวงที่เหมาะกับพี่ที่สุด…ก็มีแค่
ๆ
องค์รัช