งคํานวณหมากในใจ ส่วนจ้าวเย่อเหริน กําลังถักทอแผนการทะยานสู่ตําแหน่งที่นางใฝ่ฝัน และจ้าวเข่อหรันกําลังรอ ดูละครด้วยสายตาเยือกเย็น ส่วนฮ่องเต้ทรงกังวลถึงอนาคตบุตร คืนที่สิบสี่ จึงกลายเป็นคืนที่ใจผู้คนหนักอึ้งยิ่งกว่าเมฆฝน แต่ไม่ว่าผู้ใดจะหลับหรือไม่ หลับ วันเพ็ญก็ย่อมมาถึงตรงเวลา
รุ่งเช้าวันที่สิบห้า จวนอ๋อง จวนกง และคฤหาสน์ขุนนางทั่วเมือง หลวงต่างคึกคัก แม้เป็นงานเลี้ยงยามเที่ยง แต่ทุกคนต้องตระเตรียมตั้งแต่ ฟ้ายังสลัว ถึงกับไม่มีเวลาแตะสํารับเช้า จวนเจิ้นเป่ยโหวก็เช่นกัน
ยามเหม่า แสงอรุณยังไม่ทันแจ่มชัด ท่านโหวจ้าวหลินและภรรยาทั้ง สอง เชียวหลังกับหลี่เฟย ก็ลุกขึ้นอาบน้ําเปลี่ยนเครื่องแต่งกายงดงามสม ฐานะ ไม่นาน ขบวนรถม้าก็เคลื่อนจากหน้าจวน บรรดาผู้คนในเรือนต่าง ออกมาส่ง ภาพเช่นนี้เกิดขึ้นทุกปี
ทว่าครานี้ หัวใจของจ้าวชงกับจ้าวหย่งกลับร้อนรุ่มยิ่งกว่าเดิม ครั้ง หนึ่งเมื่อยังมิได้แต่งงาน ท่านโหวจ้าวหลินเคยพาพวกเขาเข้าวังร่วมงานวัน เพ็ญ แต่หลังมีครอบครัว โอกาสนั้นก็หายไป แม้จะยังได้เข้าร่วมงานเลี้ยงอื่น ตามฐานะ ทว่างานวันเพ็ญคือสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศ
ยามเห็นรถม้าเคลื่อนสู่พระราชวัง ความทะเยอทะยานในใจทั้งสองก็ ลุกโชน สักวัน…. ผู้ที่จะนั่งรถม้านั้น ต้องเป็นตน จ้าวเข่อหวั่นแม้ไม่อยากมา ส่ง ก็หลบมีพ้น นางถูกปลุกตั้งแต่เช้ามืดมายืนเรียงแถว
“เพียงไปงานเลี้ยง เหตุใดต้องจัดพิธีเอิกเกริกเช่นนี้”