ฮือ ชวี่พยักหน้าเล็กน้อย น้าเสียงเรียบสงบ
“ถูกต้อง ทําเช่นนี้จึงจะเป็นผลดีที่สุดต่อนาง”
ฮ่องเต้ซือถูหลิงจื้อทอดถอนใจยาว คล้ายยอมจํานนต่อบางสิ่งที่มี
อาจเปลี่ยนแปลง
“เอาเถิด เราจะทําตามที่เจ้าว่า ขอเพียงเจ้ายินดีเป็นพอ”
เมื่อได้รับคํารับปาก ชือ ชวี่ก็ไม่คิดอ้อยอิ่งอีก เขาหันหลังจาก ตําหนักผานหลงทันที ฝีเท้าแน่วแน่ไม่ลังเล ฮ่องเต้ซือถูหลิงจื้อมองเงาร่าง บุตรชายจากไป นิ่งงันไร้ถ้อยคํา เขารู้ดี ต่อให้ตั้งไว้ก็ไร้ประโยชน์ เด็กคนนี้…
ไม่เคยหันกลับเพราะค่ายอร้องของใคร
ครั้นฮือถูชวี่ลับตา หลี่ฝูเฉวียนก็เข้ามาเตรียมถวายงานรับใช้ ฮ่องเต้บรรทม ทว่าเพียงก้าวเข้าไป ก็เห็นฮ่องเต้นั่งพิงหัวเตียง ในมือก่าภาพ วาดหนึ่งภาพ สายตาจดจ้องนิ่งงัน หญิงในภาพยิ้มละไม งดงามจนโลกทั้งใบ หม่นหมองลงเมื่อเทียบกับนาง ต่อให้เป็นสี่สาวงามแห่งเมืองหลวงที่ผู้คนเล่า ยาน ก็ยากจะเทียมทาน ถ้อยคําจาก “ลํานําเทพีสั่ว” ยอง เฉาจื้อ คล้ายเกิด มาเพื่อบรรยายภาพ โดยแท้
ผลิ
“รูปร่างดุจหงส์ตื่นตระหนก อ่อนช้อยประหนึ่งมังกรเหินลม
งามดั่งเกสรเบญจมาศยามสารท งดงามดังสนเขียวผลิบานฤดูใบไม้
คล้ายเมฆบางบังจันทร์ ลอยละลิ่วดุจหิมะต้องลม….”
หากผู้ใดได้เห็นหญิงในภาพ จะเข้าใจทันทีว่าถ้อยคําเหล่านั้นมิได้เกิน จริงเลย ผิวพรรณขาวดุจหยก เย็นสะอาดประหนึ่งนํ้าค้างเช้า อาภรณ์สีขาว ขับให้ความงามนั้นบริสุทธิ์ราวเทพธิดา หลี่ฝูเฉวียนรับใช้ฮ่องเต้มานานที่สุด