สามวันผ่านไปดุจสายลมพัดผ่านชายคา บรรดาญาติพี่น้องต่าง ทยอยกลับมาพร้อมหน้า ณ จวนเจิ้นเป่ยโหว แม้ยังไม่ถึงเทศกาลไหว้พระ จันทร์ แต่เมื่อคนครบ ก็จําต้องร่วมโต๊ะสํารับเย็นในคืนนี้ให้สมเกียรติวงศ์ ตระกูล ยามเช้าตรู่ ชือเชียงกับหลงเอ๋อ ช่วยกันแต่งองค์ให้จ้าวเข่อหรัน เรียบร้อย หลังรับประทานอาหารเช้า นางก็หยิบตําราขึ้นอ่านดั่งเช่นหลาย วันที่ผ่านมา นับแต่เหยียบย่างเข้าสู่จวนโหวแห่งนี้ ทุกยามว่างของนางล้วน ฝากไว้กับตัวอักษรและกลิ่นหมึกจาง ๆ หลงเอ๋อร์เห็นดังนั้นก็เบะปากเล็ก
น้อย
หรือ?”
“คุณหนูเจ้าคะ หลายวันนี้ท่านอ่านหนังสือไม่หยุดเลย ไม่รู้สึกเบื่อบ้าง
จ้าวเข่อหรันยิ้มบาง ดวงตาอ่อนโยนแต่สงบลิก
“ไม่หรอก การอ่านหนังสือเพิ่มพูนความรู้ ขัดเกลาจิตใจ บ่มเพาะ กิริยา ยิ่งอ่านยิ่งเห็นโลกกว้างขึ้น เหตุใดจะเบื่อเล่า?”
หลงเอ๋อ ถอนใจ
“แต่คุณหนูอ่านแทบทั้งวันแล้วนะเจ้าคะ บ่าวว่าทั้งความรู้ทั้งกิริยา ของท่านก็มากพอแล้ว หากอ่านต่อไปอีก เกรงว่าจะกลายเป็นบัณฑิตจอม อ
เอาได้”
คําพูดนั้นทําให้จ้าวเข่อหวั่นหัวเราะเบา ๆ นางวางหนังสือลง
“เอาเถอะ อย่าอ้อมค้อมเลย มีอะไรในใจ พูดมาตรง ๆ เถิด”
หลงเอ๋อ หน้าบานราวดอกท้อผลิบาน
“วันนี้อากาศดีนัก ออกไปเดินเล่นกันเถิดเจ้าค่ะ! ไปเดินชมตลาด ย่อมดีกว่านั่งอยู่ในจวนอ่านหนังสือทั้งวันมิใช่หรือเจ้าคะ? สามวันที่ผ่านมา คุณหนูท่านอื่นต่างออกไปเที่ยวกันหมด มีแต่ท่านที่นั่งนิ่งดุจดอกเหมย