่พวกเขากลับไปได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องลงมือใหญ่โตเช่นนี้!”
จินเฟิงหันไปมองขุนนางชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายสันติภาพสองคนด้วยความประหลาดใจ
คนแรกที่ด่าว่าเขาหลงทะนงตนก็ช่างเถอะ แต่เขาคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าคนหลังจะพูดออกมาเช่นนี้
“ไร้สาระ! พวกตงหมานจงใจมาปล้นชัด ๆ เจ้ายังกล้ากล่าวอ้างว่าพวกเขามาขอร้องอีกหรือ?”
องค์หญิงเก้าทรงเกือบหลุดขันออกมาด้วยความขุ่นเคือง “เช่นนั้น หากท่านว่าพวกตงหมานปราบง่ายนัก ก็จงขนเงินทองเสบียงอาหารไปมอบให้พวกมันเสียสิ!”
“กระหม่อมยากจนข้นแค้น บ้านช่องก็มีเพียงเสื่อผืนหมอนใบ แม้แต่ภรรยาและหลานตัวน้อยยังต้องอดมื้อกินมื้อ ไหนเลยจะมีเหลือเฟือไปให้พวกตงหมานได้…”
ขุนนางผู้นั้นรีบทำทีอัตคัดขัดสนทันที
องค์หญิงเก้าไม่ทรงรอให้เขาพูดจบ จึงตรัสขัดขึ้นว่า “ถ้าเช่นนั้น ไม่อยากควักเงินควักข้าว ก็ปิดปากเสีย!”
“ฝ่าบาท ความโหดร้ายของผู้คนตงหมานท่านก็ทรงทราบดี หากพวกเราริเริ่มก่อสงครามขึ้นมาเอง ทำให้พวกเขาโกรธเคืองก็จะยุ่งยากแล้ว!”
เหล่าขุนนางเห็นว่าพูดไม่ชนะองค์หญิงเก้า จึงหันไปมองเฉินจี๋แล้วกล่าวว่า “ฝ่าบาท โปรดทรงพิจารณาให้รอบคอบ อย่าได้ลืมบทเรียนของฮ่องเต้องค์ก่อนและอย่าลืมประวัติศาสตร์ด้วย หากมองย้อนกลับไป การยกทัพไปทางเหนือต้องพ่ายแพ้แน่นอน! ตอนนี้หากมอบเงินทองและเสบียงให้ชาวตงหมานบ้างก็ยังพอจัดการได้ แต่หากเกิดสงครามขึ้นมา เกรงว่าจะไม่ใช่แค่เงินทองและเสบียงที่จะจัดการได้แล้ว…”
“หุบปาก!”
องค