ฟิงยังบังอาจลั่นกระสุน ปล่อยให้กลิ่นดินปืนคละคลุ้งไปทั่วทั้งท้องพระโรง
“พวกเจ้าทั้งหลาย คำตรัสของฝ่าบาทเมื่อครู่ พวกเจ้าคงได้ยินกันถ้วนหน้าแล้วนะ”
จินเฟิงกวาดสายตามองเหล่าขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊พลางเอ่ยเยาะหยัน “ไปสภาขุนนางเสีย อย่ารอให้คนของข้าต้องลงมือ พวกเจ้าล้วนเป็นบุคคลสำคัญ หากบาดเจ็บอันใดขึ้นมาคงไม่งาม”
“หากจะให้ข้าไปยังซูมี่เยวี่ยนก็ยินดี แต่ขอให้ข้าได้แจ้งแก่ทางบ้านสักหน่อย เกรงว่าพวกเขาจะร้อนใจ” ชายชราผมขาวโพลนเอ่ยขึ้น
“เจ้าคิดอะไรอยู่?”
จินเฟิงมองเขาราวกับมองคนโง่งม “เจ้าคงรู้แล้วว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น? องค์รัชทายาทบุกพระราชวัง หวังโค่นราชบัลลังก์! ตอนนี้ฝ่าบาทต้องการตามหาผู้สมรู้ร่วมคิดกับองค์รัชทายาท เจ้าส่งข่าวกลับบ้านเช่นนี้ คิดจะให้คนในบ้านทำลายหลักฐานหรืออย่างไร?”
“จินเฟิง อย่ามาใส่ร้ายป้ายสีกัน!”
ชายชราผมขาวได้ยินดังนั้น จึงเอ่ยตำหนิด่าทอ
“ข้ากล่าวหาหรือเจ้าทำตัวมีพิรุธ คอยให้ผลการสอบสวนออกมาก็จะรู้เอง!”
จินเฟิงหันไปทางฉินเจิ้น “ท่านแม่ทัพฉิน ข้าเห็นว่าคนผู้นี้มีพิรุธยิ่งนัก ควรให้หน่วยข่าวกรองสืบสวนเขาก่อน!”
“ตกลง!” ฉินเจิ้นพยักหน้าเห็นด้วย
ชายชราผมขาวได้ยินดังนั้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปในทันใด
ขุนนางคนอื่นที่คิดจะโต้เถียงกับจินเฟิง ต่างก็ล้มเลิกความคิดนั้นไปในทันที
“เจ้าช่างเตือนข้าได้ดี” จินเฟิงหันไปมองเฉาตงอีกครั้ง “เจ้าจงจับตาดูพวกเขาให้ดี ห้ามผู้ใดแพร่ข่าวออกไปเด็ด