กาลเวลาผ่านไปทีละลมหายใจ ทว่าทั้งสองยังคงนิ่งงัน คนหนึ่งร่ําไห้
คนหนึ่งเช็ดน้ําตาให้ เนิ่นนานราวหนึ่งเค่อ อารมณ์ของจ้าวเข่อหรันจึง ค่อย ๆ สงบลง ซือถูก มองดวงตาแดงช้า ปลายจมูกแดงเรื่อ และคราบน้ํา
ตาที่เปื้อนแก้มขาวเนียน ใจเขาเจ็บแปลบจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง พลางยก มือเช็ดคราบน้าตาให้อย่างแผ่วเบา
“ดูเจ้าสิ กลายเป็นแมวน้อยลายดอกไปเสียแล้ว”
จ้าวเข่อหรันเงยหน้ามองเขาอย่างคับแค้น ดวงตาที่เพิ่งผ่านสายฝน ชุ่มฉ่ําาราวกําาลังกล่าวโทษ ใครเล่าทําให้นางร้องไห้จนเป็นเช่นนี้? ซือถูกวี่ถอน
ใจ
“ข้าผิดเอง ทุกอย่างเป็นความผิดของย้า”
สีหน้าสํานึกผิดของเขาทําให้นางอดหัวเราะออกมาไม่ได้ เสียงหัวเราะ
เบาบางด้ง “พิม” คล้ายดอกเหมยต้องลมหนาว เห็นนางยิ้มได้ ชื่อชวี่จึงโล่ง ใจ ก่อนเอ่ยเสียงทุ้ม
หรือไม่?”
“เมื่อครู่เจ้าบอกว่า ระหว่างเราห่างไกลกันนัก อุปสรรคมากมาย ใช้
รอยยิ้มบนใบหน้าจ้าวเข่อหรันพลันดับวูบ
“อือ ชวี่ เราไม่เหมาะสมกัน หากดันทุรังฝืนใจ สุดท้ายมีแต่จะบาด เจ็บกันทั้งสองฝ่าย”
คิ้วของเขาขมวดแน่น
“ไม่เหมาะตรงไหน? เจ้าพูดมา อุปสรรคใด ข้าจะกวาดล้างให้หมด
จ้าวเย่อหรืนถอนใจเบา ๆ
“ท่านคิดว่า… เราคู่ควรกันหรือ?”
“แน่นอน”
เยาตอบหนักแน่น
“เราคู่ควรกันที่สุด”
นางส่ายหน้า
“ข้าหมายถึงฐานันดร ท่านคือพระโอรสแท้ ๆ ของฮ่องเต้ เป็นองค์ ชายชวี่ผู้สูงศักดิ์ ส่วนข้าเป็นเพียงบุตรสาวไท่ซือผู้หนึ่ง เรื่องของเรา ฮ่องเต้จะทรงเห็นช