่มีตัวตนที่สุดและมีอนาคตที่มืดมนที่สุด
จินเฟิงตั้งใจพูดว่าเห็นแก่หน้าฉินหมิง จึงยอมละเว้นให้สักครั้ง นั่นก็เหมือนเป็นการส่งสารไปถึงฉินเจิ้นว่าอย่ามาทำเป็นหยิ่งยโสโอหังกับเขา เพราะเขาไม่เล่นด้วยหรอก
ฝ่ายฉินเจิ้นซึ่งอยู่ในตำแหน่งรองหัวหน้าหน่วยข่าวกรองย่อมมิใช่เด็กที่จินเฟิงจะมาพูดจายั่วโทสะได้ง่าย ๆ
สิ่งที่เขากังวลใจยิ่งนักก็คือจินเฟิงคิดจะก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นในเมืองหลวงจริง ๆ
อย่าลืมว่าคนผู้นี้กล้าแม้กระทั่งสังหารเซวียเหิงหลูแล้วยังยุยงให้องค์หญิงเก้าสังหารเหล่าขุนนางใหญ่โตไปมากมาย ช่างเป็นคนบ้าคลั่งยิ่งนัก
คนอื่นอาจไม่กล้าหาญพอที่จะก่อความวุ่นวายในเมืองหลวง แต่สำหรับจินเฟิงแล้ว เขาอาจหาญกล้าทำเช่นนั้นก็เป็นได้
อีกทั้งเขายังนำพาผู้คุ้มกันภัยกว่าสองพันนายมาด้วย
บัดนี้ชาวตงหมานได้ยกทัพมาประชิดเมืองแล้ว หากจินเฟิงนำผู้คนมาก่อความวุ่นวายในเมืองหลวงอีก ผลลัพธ์ย่อมคาดเดาไม่ได้
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ฉินเจิ้นก็กดข่มความโกรธในใจไว้ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วยิ้มตอบว่า
“ฝ่าบาทเป็นห่วงว่าพวกตงหมานป่าเถื่อนจะข้ามแม่น้ำมาปล้นสะดมบริเวณรอบ ๆ เพื่อความปลอดภัยขององค์หญิง ฝ่าบาทจึงรับสั่งให้พาตัวองค์หญิงเสด็จกลับมายังเมืองหลวงและจัดให้พักอยู่ที่เรือนหลังร้านค้าตระกูลหลิวบนถนนจงหลง”
“เช่นนั้นเมื่อข้าเข้าเมืองหลวงแล้ว ข้าจะไปเยี่ยมอู่หยางได้หรือไม่?” จินเฟิงถามอีก
“ข้าจะนำเรื่องกราบทูลฝ่าบาท หากทรงโป