ขณะทุกคนกําาลังสนทนากันอย่างออกรสออกชาติ บ่าวชายคนหนึ่งก็
รีบเข้ามารายงานเสียงใส
“คุณหนูใหญ่มาถึงแล้วขอรับ”
ทันทีที่ได้ยินค้ารายงาน จางม่านเอ๋อร์ก็ยิ้มกว้าง รีบเอ่ยว่า
“รีบเชิญคุณหนูใหญ่เข้ามาเร็วเข้า”
ไม่นาน หญิงสาววัยแรกรุ่นในอาภรณ์สีเงินยาวก็ย่างก้าวเข้ามาอย่าง แผ่วเบา ดุจกลีบบัวต้องสายลม ต้องยอมรับว่า ฉินอี้เหมี่ยวช่างงดงามล่ม เมืองเสียจริง จ้าวเข่อหรันมองพินิจอย่างเงียบงัน คิ้วเรียวประหนึ่งวาดด้วย หมึกอ่อน ดวงตาราวคลื่น ในฤดูใบไม้ร่วง ผิวพรรณเนียนละมุนดุจหยก อุ่น ริมฝีปากเล็กแดงระเรื่อโดยไม่ต้องแต่งแต้ม ความงามของนางไม่ฉูด ฉาดแบบจ้าวเข่อเหริน หากแฝงอยู่ในกระดูกในเลือด ทุกการเคลื่อนไหวมี เสน่ห์เย้ายวนจนผู้คนเผลอใจ ฉินอี้เหมี่ยวก้าวเข้ามาอย่างสง่างาม ก่อนคุก
เข่าคารวะ
“อีเหมี่ยวคารวะท่านย่า ขอให้ท่านย่าสุขภาพแข็งแรง
แววพอใจในสายตาฮูหยินผู้เฒ่าฉิน ชัดเจนยิ่งนัก หากกล่าวว่า จ้าวเข่อหรันคือหลานสาวที่นางเอ็นดูที่สุด ฉินอี้เหมี่ยวก็คือหลานสาวที่นาง ภาคภูมิใจที่สุด ไม่มีด้านใดให้ตีได้เลย
“ลุกขึ้นเถิด”
ฮูหยินผู้เฒ่าฉิน เอ่ยอย่างอ่อนโยน
นางตบที่ว่างข้างกาย
“อีเหมียว มานั่งข้างย่า
สองข้างของฮูหยินผู้เฒ่าฉิน จึงมีหลานสาวนั่งเคียง ด้านหนึ่งคือ หลานแท้ ด้านหนึ่งคือหลานนอก ท่ามกลางบรรยากาศชื่นมื่น ทุกคนล้วน เอ่ยค้าชมไม่ขาดปาก แม้ในใจใครจะคิดเช่นไร ใบหน้าก็ยังประดับรอยยิ้ม
จางม่านเอ๋อร์ลอบยิ้