มอย่างภาคภูมิ ต่างจากเมื่อครู่ที่จ้าวเข่อเหริน
ต้องยืนประจบเอง ครานี้ฉินอี้เหมี่ยวได้รับเชิญด้วยปากของฮูหยินผู้เฒ่า ฉิน ความหนักแน่นในใจผู้เฒ่าย่อมเห็นได้ชัดว่าใครสําคัญกว่าใคร จ้าวเข่อเห รินยืนอยู่ด้านข้าง แม้ใบหน้าจะยิ้มหวาน แต่ในอกกลับพลุ่งพล่านด้วยริษยา เหตุใดกัน….ต่างก็เป็นหลาน เหตุใดนางต้องยืนราวสาวใช้ ขณะที่จ้าวเข่อหรัน กับฉินอี้เหมียวนั่งเคียงข้างท่านยาย?
ฉินอี้เหมี่ยวจะว่าไปก็ยังพอเข้าใจได้ แต่จ้าวเข่อหรันล่ะ? ทั้งรูปโฉม ทั้งความสามารถ นางมั่นใจว่าตนเหนือกว่า เหตุใดต้องมายืนข้าง จ้าวเข่อหรันเช่นนี้! สายตาเคียดแค้นนั้นจ้าวเข่อหรันสัมผัสได้ชัดเจน แต่นาง เพียงยิ้มบาง มิคิดถอยแม้ก้าวเดียว
ชาติที่แล้ว นางเคยโง่เขลา ปล่อยให้คํายุยงของจ้าวเย่อเหรินทําให้ นางถอยห่างจากท่านยาย คิดว่าความเมตตานั้นคือความสงสารดูแคลน ท้ายที่สุด นางสูญเสียทุกอย่าง ครานี้ นางจะไม่ปล่อยมือจากที่พึ่งแห่ง จวนกั๋วกงอีก ส่วนจ้าวเย่อเหริน…หลังจากวันนี้ เกรงว่าความสัมพันธ์กับฉินอี เหมี่ยวจะไม่มีวันราบรื่นอีกแล้ว จ้าวเข่อหรันยิ้มสดใสขึ้นเล็กน้อย ยิ่งคิด ก็ยิ่ง รอชมละครฉากต่อไป ไม่ไหวแล้ว ไม่นาน สตรีชั้นสูงผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น
“ฮูหยินผู้เฒ่าฉิน ช่างมีบุญวาสนายิ่งนัก หลานสาวสามคนล้วนโดด เด่นในแบบของตน
ฮูหยินผู้เฒ่าฉินหัวเราะ
“เข่อเหรินมีคู่หมั้นแล้ว ส่วนอี้เหมี่ยวกับเข่อหรัน ข้ายังอยากเก็บไว้
ข้างกายอีกสองปี”
เสียงหั