จ้าวเย่อเหรินนั่งอยู่ริมหน้าต่าง แสงอรุณอาบไล้ใบหน้าอ่อนละมุน นางเปิดตําราอ่านอย่างสงบนิ่ง ปลายนิ้วเรียวพลิกหน้ากระดาษเบา ๆ ท่วงท่าทั้งหมดดูสง่า เรียบร้อย งดงามราวภาพวาด หากมองเพียงภายนอก นางคือกุลสตรีผู้เพียบพร้อม งามสะดุดตาจนใครก็ต้องเหลียวมอง แต่ภาย ใต้ความละมุนอ่อนโยนนั้น หัวใจกลับซ่อนเขี้ยวคมกริบ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ได้
ง่าย ๆ
“คุณหนูเจ้าคะ”
เสียนอวั่นก้าวเข้ามา เอ่ยเสียงเบา จ้าวเข่อเหรินวางหนังสือลงช้า ๆ
หันมาถาม
แล้ว”
“เป็นอย่างไรบ้าง? จัดการเรียบร้อยแล้วหรือ ?”
เสียนอวินพยักหน้า ยิ้มมั่นใจ
“คุณหนูยังไม่วางใจบ่าวหรือเจ้าคะ?”
“ดีแล้ว”
นางยิ้มบาง
“พรุ่งนี้ก็เหลือเพียงรอเลือกคน”
เสียนอวิ๋นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยความกังวล
“คุณหนู…หากพรุ่งนี้คุณหนูใหญ่ไม่เลือกพวกนางล่ะเจ้าคะ?”
รอยยิ้มที่มุมปากจ้าวเย่อเหรินเหยียดเย็น
“วางใจเถิด พรุ่งนี้ข้าจะไปด้วย เพียงกระซิบส่งเสริมไม่กี่คํา ก็พอ
“แต่…คุณหนูใหญ่เดี๋ยวนี้ดูเปลี่ยนไปมาก บ่าวยังอดหวั่นใจไม่ได้”
“เปลี่ยนอย่างไร นางก็ไม่มีวันสู้ข้าได้”
นํ้าเสียงเย็นเฉียบ
“ยิ่งตอนนี้นางเชื่อใจข้าเสียเต็มเปา ต่อให้ข้าแย่งคู่หมั้นไป นางยัง
เห็นข้าเป็นน้องสาวผู้แสนดี ช่างโง่งมจนเวทนานะ”
คําพูดเบา ๆ หากแฝงคมดาบเฉือนล็ก เสียนอวิ้นได้แต่ถอนใจ เฝ้า อธิษฐานให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผน จู่ ๆ จ้าวเข่อเหรินนึกขึ้นได้
“เรื่องพระโพธิสัตว์หยกขาวที่ให้เจ้าสืบ เป็นอย่