งเสียนอวินคนเดียว จะทําอะไรก็
ไม่สะดวก”
เกลื่อน
คําพูดนุ่มนวล หากแฝงเหน็บบาง ๆ จ้าวเย่อเหรินหัวเราะกลบ
“พี่หญิงต่างหากที่ควรระวัง อย่าให้เกิดเรื่องเช่นหลิงเอ๋อร์อีก”
“นั่นสิ”
จ้าวเข่อหรันเอ่ยเรียบ
“คนที่ติดตามมานาน ยังกล้าทรยศ นับว่ายัาสั่งสอนไม่ดีพอ”
ถ้อยคําเหมือนตาหนิตนเอง แต่ใครกันแน่ที่ควรร้อนตัว? เฉินหมิว มัวพาเด็กหญิงสิบแปดคนเข้ามา เรียงแถวสามแถว ท่ามกลางฝูงชน มีสอง คนโดดเด่น หนึ่งในชุดฟ้าอ่อน งามละมุนดุจดอกเหมยแรกแย้ม อีกหนึ่งใน
ชุดเขียวอ่อน ดวงตาใสสดดุจหยก
“บ่าวชื่อฉินเชียงเจ้าค่ะ” เสียงหวานดุจนกขมิ้น
“บ่าวชื่อ อเชียงเจ้าค่ะ”
จ้าวเข่อหรานชะงักเล็กน้อย ฉิน…ฮือ… พลันนึกถึงคําพูดของชือถู วี่ ของขวัญ “ฉิน” และ “อือ” จะตามมา ที่แท้คือสองคนนี้เอง นางยิ้มบาง ชื่อไพเราะดี พวกเจ้าสองคน อยู่เถิด”
จ้าวเข่อเหรินอุทาน
“พี่เลือกเร็วเกินไปหรือไม่?”
น้องก็เลือกไปสองแล้วมิใช่หรือ?”
จ้าวเข่อหรันตอบอย่างสงบ สายตาทั้งสองปะทะกันเพียงชั่วพริบตา
ไฟสงครามไร้ควันแลบวาบ ต่อมา เด็กหญิงชื่อชิงจูถูกเสนอ
“พี่คิดอย่างไรเจ้าคะ?”
จ้าวเข่อเหรินถาม จ้าวเข่อหรันมองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง รู้สึกถึงเงาบาง
แห่งความชิงชังในแววตานั้น
“น้องชอบก็เก็บไว้เองเถิด”
จ้าวเข่อเหรินพยายามกล่อม แต่จ้าวเข่อหรันไม่ขยับ สุดท้าย…
จ้าวเข่อเหรินจําต้องเก็บชิงจูไว้เอง ศาลาสงบลงอีกครั้ง ใต้รอยยิ้มอ่อนหวาน ของสองพี่น้อง คือกระดานหมากที่ต่างฝ