ือจริง ๆ”
หลิวเถี่ยโค้งคำนับจินเฟิง
เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นเป็นที่น่าเสียใจยิ่งนัก หลิวเถี่ยและหู่จือทำงานประเภทเดียวกัน วันนี้หู่จือตกเป็นผู้โชคร้าย วันพรุ่งนี้อาจเป็นเขาก็ได้
แต่ในยุคสมัยนี้การไม่เพียรทำงานหนักนั่นก็เท่ากับตายรูปแบบหนึ่งเหมือนกัน
เขากล่าวเสริมเรื่องอาการข้างเคียงของหู่จือไปเพราะอยากจะดูเหมือนกันว่าจินเฟิงจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร
ตอนนี้จินเฟิงรับปากแล้วว่าจะช่วยเหลือหู่จือ หลิวเถี่ยก็รู้สึกโล่งใจ
“จินเฟิง ข้ายังมีอีกเรื่อง เงินที่ติดตัวพวกข้าถูกโจรขโมยไปหมด เป็นเรื่องบังเอิญที่เมื่อเราไปถึงจวนว่าการก็ได้พบกับจางปู่โถว เงินห้าตำลึงเงินที่เป็นค่ารักษาหู่จือก็เป็นเงินที่หยิบยืมมาจากจางปู่โถวผู้นี้”
“ข้ารู้แล้ว”
จินเฟิงหยิบแท่งเงินสิบตำลึงเงินออกมาจากใต้แขนเสื้อ “จางปู่โถว เรื่องในครั้งนี้ขอบคุณเจ้ามาก”
“ท่านอาจารย์จิน นี่มันอะไรกัน?”
จางปู่โถวดูไม่พอใจเล็กน้อย “ที่ข้าเดินทางมาส่งเถี่ยจือกับสหายเหล่านี้ เป็นเพราะเกรงว่าพวกโจรจะลอบทำร้ายพวกเขาอีกครั้ง ข้ามิได้มาเพื่อทวงบุณคุณแต่อย่างใด”
“ใช่ หากไม่ได้จางปู่โถว พวกข้าก็คงไม่ได้เดินทางกลับมาที่นี่โดยสวัสดิภาพ”
หลิวเถี่ยก็พยักหน้าเช่นกัน
“ถ้าเช่นนั้นข้าคงต้องขอบคุณจางปู่โถวมากยิ่งขึ้น”
จินเฟิงยื่นเงินแท่งไปด้านหน้า “จางปู่โถว เจ้าได้ให้ความช่วยเหลือพวกข้ามากมายถึงเพียงนี้ ข้าไม่รู้จะตอบแทนน้ำใจของเจ้าอย่างไรถึงจะเพียงพอ