งจะได้กลับบ้านเกิด ในขณะที่บางคนร้องไห้เบา ๆ เพราะญาติของตนเสียชีวิตในตั่งเซี่ยง
จนกระทั่งกลางดึกค่ายเชลยศึกจึงเงียบลงในที่สุด
ทาสชาวฮั่นเหนื่อยกับการร้องไห้และหัวเราะ พวกเขาจึงนอนลงบนพื้นเป็นกลุ่มและผล็อยหลับไป
ทหารของกองทัพเต๋อหนิงที่รับผิดชอบปกป้องค่ายต่างก็ง่วงเหงาหาวนอน บางคนก็เอนกายพิงเสาและงีบหลับไปเช่นกัน
ในช่วงเวลาตีสี่ตีห้า เป็นช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดของวัน และเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนมักจะรู้สึกง่วงนอนด้วย
กองทัพเต๋อหนิงไม่ใช่กองกำลังเลือดเหล็กที่มีระเบียบวินัยทางทหารที่เข้มงวดตั้งแต่แรก ทหารส่วนใหญ่ที่รับหน้าที่เฝ้ายามต่างก็นอนหลับพิงเสา เหลือเพียงสองคนเท่านั้นที่ตื่นอยู่ และกำลังเล่นหมากรุกใต้คบเพลิง
แม้แต่คบเพลิงส่วนใหญ่ก็ยังดับและไม่มีใครอยู่ที่นั่นเพื่อเติมเชื้อเพลิงให้กับมัน
ในมุมหนึ่งของรั้วที่แสงไฟส่องไม่ถึง ทาสชาวฮั่นหนุ่มที่มีหูเพียงข้างเดียวก็ลืมตาขึ้นมาช้า ๆ
เขามองไปรอบ ๆ อย่างระมัดระวังและค่อย ๆ ยืนขึ้น
ทาสชาวฮั่นนอนเบียดกันมากเสียจนชายที่มีหูข้างเดียวชนเข้ากับคนข้าง ๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มีเด็กอายุสิบสองหรือสิบสามปีรู้สึกตัวและขยี้ตาพร้อมกับเอ่ยถาม “พี่เฮยโก่ว จะไปห้องส้วมหรือ?”
“อืม”
เฮยโก่วทำได้เพียงพยักหน้า
“ข้าไปด้วย”
เด็กชายลุกขึ้นแล้วทั้งสองก็เดินเข้าไปในส้วมหลุมที่อยู่ตรงมุม
หลังจากปัสสาวะเสร็จ เด็กชายก็กำลังจะออกไปข้างนอก จู่ ๆ เฮยโก่วก็คว้าคอและผลักเขา