ันยิ่งใหญ่ของพวกเขา”
หลี่กังค่อย ๆ ตอบ
ชิ่งกั๋วกงอดไม่ได้ที่จะแสดงความพึงพอใจออกมา
ทว่าถงกวานกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย
อย่างไรก็ตามหลี่กังยังกล่าวต่อไปอีกว่า “แต่สิ่งที่ฉู่กั๋วกงพูดก็สมเหตุสมผล การสู้รบนี้ยังไม่แล้วเสร็จ ดังนั้นจึงไม่เหมาะที่จะปูนบำเหน็จให้พวกเขาก่อนเวลาอันสมควร จะเป็นการดีกว่าหากฝ่าบาทมอบหมายให้กรมกลาโหมเป็นผู้ดูแลจัดการและปูนบำเหน็จให้พวกเขาหลังสงครามเสร็จสิ้น”
“สิ่งที่หลี่กังพูดก็สมเหตุสมผล… ถ้าเช่นนั้นก็เอาตามที่เสนาบดีฝ่ายซ้ายพูดเถิด”
ฮ่องเต้เฉินจี๋คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้าน้อย ๆ
ในใจของเขาคิดว่า งานที่สำคัญที่สุดของฮ่องเต้คือรักษาถ่วงดุลอำนาจในหมู่เสนาบดี
ชิ่งกั๋วกงกับฉู่กั๋วกงต่างก็เป็นขุนนางที่ดำรงตำแหน่งสำคัญในราชสำนัก
ทว่าทั้งสองคนไม่ค่อยถูกกัน
ดังนั้นฮ่องเต้เฉินจี๋จึงตัดสินใจว่าจะยังไม่ปูนบำเหน็จให้แก่กองทัพเถี่ยหลินตอนนี้ เขาแค่พยายามเลี่ยงความขัดแย้งระหว่างชิ่งกั๋วกงและฉู่กั๋วกง
ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนว่าผลลัพธ์จะออกมาไม่เลวทีเดียว
หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม บรรดาขุนนางก็ทยอยออกมาจากท้องพระโรง
และผู้ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในท้องพระโรงก็คือกองทัพเถี่ยหลินและจินเฟิง
เหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ไม่รู้ว่าจินเฟิงและกองทัพเถี่ยหลินกำลังเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก
ชาวตั่งเซี่ยงขับไล่ทาสชาวฮั่นออกจากชิงสุยกู่ไปหลายลี้ และหน่วยสอดแนมก็ได้นำข่าวมาแจ้งแก่กองทัพเถี่ยหลิน
“ท่านอาจ