ใจว่าเชือกได้ร้อยเข้าหากันแน่นแล้ว พวกนางก็ปลดเชือกที่มัดอยู่กับต้นไม้ออก
จากนั้นเรือก็ไหลไปตามกระแสน้ำทันที
แต่มันไม่ได้ลอยไปไกลนักเพราะถูกคนลากเรือคว้าเอาไว้ก่อน
“ผ้าขาวยาวสามฉื่อ เฮ้! ป่านสี่ตำลึงเงิน เฮ้! เท้าเหยียบหิน เฮ้! มือขุดทราย เฮ้! กายเปลือยเปล่า เฮ้! มุ่งหน้าไป เฮ้!…”
คนลากเรือร้องเพลงปลุกใจอีกครั้ง ก่อนจะลากเรือไม้ไปข้างหน้าด้วยพละกำลังที่มีทั้งหมด
แม้ว่าพื้นด้านล่างจะไม่น่ากลัวเท่าหน้าผาที่ไม่มีที่ให้เท้าเหยียบ แต่มันก็คับแคบขนาดที่บางตำแหน่งสามารถก้าวไปได้ด้วยเท้าเพียงข้างเดียวเท่านั้น
คนลากเรือเกือบจะลงไปคลานที่พื้น สีหน้าของพวกเขาดุดัน ในขณะที่ก้าวไปด้านหน้า พวกเขาก็คว้าก้อนหินเอาไว้
เมื่อเรือถูกลากไปยังช่องแคบซึ่งมีกระแสน้ำไหลเชี่ยว สตรีทั้งสองคนก็วางตะกร้าลงบนพื้นและถอดเสื้อผ้าออกอย่างรวดเร็วเพื่อเข้าไปร่วมขบวนลากเรือ
พวกนางทำงานมาเป็นเวลานาน ผิวเนื้อจึงดำคล้ำและหยาบกร้านเหมือนกับบุรุษที่ลากเรือไม่มีผิด หม่านชางจับจ้องภาพเบื้องหน้าด้วยความสนใจ ในขณะที่จินเฟิงหวนนึกถึงบทเรียนที่เคยศึกษาอย่าง ‘เรือลากจูงบนแม่น้ำโวลก้า’*[1]
เมื่อพิจารณาภาพดังกล่าว จินเฟิงและเพื่อนร่วมชั้นยังเคยถกเถียงกันว่า จะมีคนที่สามารถอดทนต่อความทุกข์ทรมานขนาดนั้นได้จริง ๆ เหรอ
แต่หลังจากได้เห็นคนลากเรือด้วยตาตัวเองวันนี้แล้ว ชายหนุ่มก็ตระหนักได้ว่าความทุกข์ในโลกนี้มีมากกว่าที่เขาจินตนาการไว้เย