งไว้กับหิน และโยนส่วนที่เหลือลงแม่น้ำ
หญิงสาวอีกคนที่อยู่ด้านล่างจึงคว้าเชือกนั้นไว้แล้วนำไปผูกไว้กับต้นไม้
หลังจากดึงเชือกจนแน่นแล้ว หญิงสาวที่อยู่ด้านล่างก็ใช้มือขวาคว้าเชือก และเริ่มปีนตามขึ้นไป
เพราะมีเชือกคอยช่วย สตรีคนที่สองจึงปีนขึ้นไปได้เร็วกว่าคนแรก
“พวกนางกำลังทำอะไรหรือ?”
จินเฟิงถามพร้อมกับชี้ไปที่หน้าผา
เจิ้งฟางที่ไม่ตอบคำถามหม่านชางไม่กล้าเมินคำถามของบัณฑิตหนุ่ม เขาอธิบายด้วยรอยยิ้ม
“บรรดาคนลากเรือนั้นแข็งแกร่งแต่ไม่คล่องแคล่ว มือและเท้าของสตรีว่องไวปราดเปรียว อีกทั้งยังมีน้ำหนักตัวเบากว่า พวกนางปีนขึ้นไปบนหน้าผาเพื่อผูกเชือกเส้นใหญ่เอาไว้ คนลากเรือจะได้ดึงเชือกข้ามเส้นทางที่ยากที่สุดของแม่น้ำสายนี้”
หากไม่มีเชือก คนกลุ่มนี้อย่างน้อยครึ่งหนึ่งอาจจะต้องจบชีวิตลงที่นี่
“เช่นนี้เองหรือ”
จินเฟิงมองไปที่หินแวววาวบนหน้าผาแล้วถามต่อ “ดูเหมือนจะมีเรือจำนวนมากที่แล่นผ่านเส้นทางนี้ทุกปี เหตุใดทางหน่วยงานจึงไม่ทำเสาปักหลักสักสองสามต้นแล้วทิ้งเชือกไว้สักเส้น หากทำเช่นนั้น พวกสตรีก็จะไม่ต้องปีนหน้าผาเสี่ยงตายทุกครั้ง”
“ก่อนหน้านี้ส่วนราชการเคยทำมาก่อน แต่เชือกที่ผูกทิ้งไว้ถูกขโมยหายไปภายในไม่กี่วัน” เจิ้งฟางถอนหายใจ “หลังจากนั้นทางหน่วยงานก็เลยไม่สนใจอีก”
ก็จริง เพราะในยุคนี้เชือกป่านถือว่าเป็นของที่มีค่า
หากขโมยเชือกป่านที่มีความหนาและยาวกว่าสามสิบจั้งไปขาย คงมีเงินมาจุนเจือครอบคร