นที่ขึ้นมาและพิจารณาอย่างละเอียด
ในฐานะบุตรชายของนายทหารชั้นสูง แม้จะเป็นคนโง่เขลาแต่ก็พอเข้าใจความรู้พื้นฐานทางการทหาร
หลังจากที่เขาศึกษาอยู่ครู่หนึ่งก็ค้นพบว่าเป็นอย่างที่ชิ่งเจิงพูด ตำแหน่งสมรภูมินั้นตั้งอยู่ใกล้กับชิงสุยกู่ หากกองทัพเถี่ยหลินเผชิญกับชาวตั่งเซี่ยง ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าพวกเขาจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
“ห่วงก็แต่ท่านพ่อจะไม่อนุญาต”
คุณชายรองวางแผนที่ลงแล้วถอนหายใจ “ท่านพ่อเริ่มเอนเอียงไปทางเจ้าสามมากขึ้นเรื่อย ๆ และเพราะทุกคนรู้ดีว่ายามนี้ชิงสุยกู่อันตรายมากเพียงไหน ท่านพ่อจึงไม่อาจปล่อยให้ชิ่งไหวไปที่นั่นได้”
“แต่ข้าหวังว่าท่านพ่อจะอนุญาต”
ในห้องตำรากั๋วกง ชิ่งกั๋วกงกำลังขมวดคิ้วอย่างเคร่งเครียด เขามองออกไปนอกหน้าต่างทว่าไม่ได้เพ่งความสนใจไปที่สิ่งใด กำลังครุ่นคิดถึงบางสิ่ง
หลังจากไตร่ตรองอยู่เป็นเวลาครึ่งเค่อ*[1] ชิ่งกั๋วกงก็เรียกสติของตนกลับมาและตะโกนออกไปด้านนอก “ใครก็ได้เข้ามาหน่อย ไปที่ซีเหยวียนแล้วพาองครักษ์ของเจ้าสามมาที่นี่”
ผ่านไปครู่เดียว เจิ้งฟางและหลิวฉยงก็ถูกคนพามายังห้องตำรา
“เจ้าสามรู้หรือไม่ว่ากองทัพเถี่ยหลินอยู่ที่ชิงสุยกู่?”
ชิ่งกั๋วกงจ้องไปที่เจิ้งฟางและหลิวฉยงด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ที่นี่ไม่มีใครอื่น พวกเจ้าบอกความจริงข้ามาเถิด”
เจิ้งฟางและหลิวฉยงคุกเข่าลงบนพื้นโดยไม่พูดอะไรออกมา
ชิ่งไหวเป็นผู้นำกองทัพเถี่ยหลินมาหลายปีแล้ว เป็นไปไม่ได้หากจะบอกว่าเข