ญิงสาวในหมู่บ้านวัยยี่สิบคนหนึ่งเห็นจินเฟิงเลยเดินเข้าไปถาม
เมื่อเสียวเป่ยได้ยินดังนั้น นางก็ร้องครวญครางอย่างกังวล “ท่านพี่เฟิง อย่าไล่เสียวเป่ยเลย เสียวเป่ยต้องหาเงินไปซื้อยาให้ท่านแม่ ท่านเชื่อเสียวเป่ยสักครั้งได้หรือไม่ ข้าจะเรียนรู้และปรับปรุงตัวอย่างแน่นอน ข้า… ข้าไม่กินข้าวที่บ้านท่านก็ได้…”
“เอาล่ะเสียวเป่ย ซานส่าวจือเพียงแค่ล้อเจ้าเล่นเท่านั้น”
จินเฟิงกล่าวต่อ “ถึงเวลากินข้าวเจ้าก็รีบไปกิน ถึงเวลาทำงานเจ้าก็ตั้งใจทำงาน หากเจ้าทำได้ดี ข้าก็ไม่ไล่เจ้าไปไหนหรอก”
อีกอย่างด้วยสถานการณ์ของครอบครัวของเสียวเป่ย พ่อของนางเสียชีวิตในสนามรบเมื่อไม่กี่ปีก่อน และแม้ว่าแม่ของนางจะอายุยังไม่มาก แต่ก็ขี้โรคและเจ็บป่วยอยู่บ่อย ๆ
เด็กที่ครอบครัวยากจนมักจะต้องเป็นผู้นำครอบครัวก่อนวัยอันควร ในยุคหลัง เด็กที่อายุสิบกว่าขวบยังเรียนอยู่ในชั้นประถมศึกษาเท่านั้น หากเป็นเด็กดีก็จะหยิบจับงานบ้านแบ่งเบาภาระบิดามารดาบ้างเป็นครั้งคราว
แต่เสียวเป่ยในวัยเท่ากันต้องขึ้นเขาไปเก็บฟืนและไปทำงานที่แปลงตั้งแต่อายุเจ็ดแปดขวบ
และชายหนุ่มก็เห็นนางแบกฟืนขนาดใหญ่กว่าตัวลงจากเขาอย่างทุลักทุเลอยู่หลายครั้งหลายหน
งานปั่นด้ายเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะ หากทำงานออกมาได้ไม่ติดขัดอะไร จินเฟิงก็ยินดีที่จะให้โอกาสเสียวเป่ยได้ทำงานเพื่อหาเงินเลี้ยงดูมารดา
“ข้าขอบคุณท่านพี่เฟิงมาก! ท่านวางใจเถิด ข้าจะไม่เกียจคร้านแน่นอน”
เด็กหญิงต