ับบีบให้ข้าจูบเจ้าแล้วหรือ”
มู่เฉียนซีบังคับให้เขาจูบจริง ๆ และหลังจากที่จูบอย่างแผ่วเบา ในที่สุดนางก็ถูกจิ่วเยี่ยดันออกไป
“ข้ายังไม่พอใจเลยนะ! เจ้าอยู่เฉย ๆ ก็พอแล้ว”
และแล้วอ๋องจิ่วเยี่ยก็ถูกบังคับให้จูบอีกครั้งแต่ก็ไม่นานนัก เพราะนางไม่อยากเหยียบไปถึงแค่ขีดจำกัดของทัณฑ์สวรรค์จนต้องได้รับบาดเจ็บอีกครั้ง ซึ่งมันก็จะทำให้จิ่วเยี่ยรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาอีก จนต้องรีบไปซ่อนตัวอยู่ไกล ๆ เลยทีเดียว
ตอนนี้จิ่วเยี่ยต้องการที่จะกลับเข้าไปในไม้แกะสลักมาก ทว่าสุดท้ายก็ทำไม่สำเร็จอยู่ดี
“อยู่เป็นเพื่อนคุยกับข้าก่อนเถอะ อีกเดี๋ยวก็ดีขึ้นแล้ว”
“อื้ม!”
มู่เฉียนซีบอกกับจิ่วเยี่ย ว่าเรื่องทั้งหมดของแดนภูตถือได้ว่าราบรื่นเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังรู้เบาะแสของต้นกำเนิดแห่งแดนภูตแล้วด้วย
สุดท้ายแล้วจิ่วเยี่ยก็กล่าวว่า “ข้าจะอยู่เคียงข้างซีเอง”
“เช่นนั้นเจ้าก็สวมให้ข้าหน่อยสิ”
“ตกลง!”
หลังจากที่จิ่วเยี่ยได้สวมไม้แกะสลักนั้นลงไปบนคอของมู่เฉียนซีแล้ว เขาเองก็หายเข้าไปในไม้แกะสลักนั้นเช่นกัน
ไม้แกะสลักนี้ ถือได้ว่าสามารถแบกรับตัวตนทั้งหมดของเขาเอาไว้ได้ มันเป็นสิ่งของที่สามารถผนึกกลิ่นอายของเขา และการมีอยู่ของเขาได้
เขา