ยามบ่าย จ้าวเข่อหรันกําลังจะออกไปยังสวนสุยเฟิงตามที่นัดหมาย ไว้ ทว่าเพิ่งจะก้าวพ้นประตูเรือนชุนฮุย ก็มีบ่าวชายคนหนึ่งรีบร้อนเข้ามา
คารวะ
“มีเรื่องใดหรือ?”
นางเอ่ยถามอย่างแปลกใจ บ่าวผู้นั้นก้มศีรษะอย่างนอบน้อม
“เรียนคุณหนูใหญ่ ชื่อจื่อหลินจากจวนจงอี้โหวมาเยือนขอรับ”
จ้าวเย่อหรันชะงัก สีหน้าขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เขามาทําอะไรเอา ป่านนี้? ในใจนางอดบ่นมิได้ จะมาเวลาไหนไม่มา ดันเลือกเวลานี้ที่นางมีธุระ สําคัญต้องจัดการ วันนี้คงพูดเรื่องนั้นกับเฟิงเอ๋อร์ไม่ได้เสียแล้ว ต้องเลื่อน ออกไปก่อน
“รู้แล้ว เจ้าไปเถิด ข้าจะตามไปเดี๋ยวนี้”
นํ้าเสียงนางเจือความราคา บางเบา บ่าวผู้นั้นลอบประหลาดใจนัก มิใช่ว่าท่านชื่อจื่อผู้นี้คือคู่หมั้นของคุณหนูใหญ่หรือ? แม้ยังมิได้จัดพิธีอย่าง เป็นทางการ แต่ทั้งเมืองหลวงต่างรู้กันดี ทุกคราที่เขามา นางล้วนยิ้มแย้ม เบิกบาน แล้วเหตุใดวันนี้จึงดูเย็นชาเพียงนี้? แม้ในใจจะเต็มไปด้วยคําถาม สี หน้ากลับสงบนิ่ง เขาคารวะอีกครั้งแล้วถอยออกไป
เช่นเดียวกับคราวก่อน หลินซีหร่าน นั่งรออยู่ที่ห้องโถงด้านหน้า ต่าง เพียงวันนี้ไร้เงาของจ้าวเย่อเหรินข้างกาย เพียงคิดถึงจ้าวเย่อเหริน หัวใจเขา ก็หวานดุจชิมน้ําผึ้ง ตั้งแต่เยาว์วัย เขาไม่เคยพอใจคู่หมั้นที่ผู้ใหญ่จัดหา เหตุ ใดคนที่หมั้นหมายกับเขาจึงเป็นจ้าวเข่อหรัน มิใช่จ้าวเย่อเหริน?
เย่อเหรินนั้นงามล่มเมือง เปี่ยมด้วยบทกวีและสติปัญญา อ่อน หวา