ยามตึกสงัด เสียงทั้งปวงดับสูญ มนุษย์และสรรพสัตว์ต่างจมสู่ห้วง นิทรา แม้แต่เสียงจักจั่นที่เคยร้องระงมก็เงียบงัน ปล่อยให้ราตรีทอดยาว อย่างสงบ
ณ เรือนชุนฮุย หลังเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน จ้าวเข่อหรันหลับใหลใน ราตรีอันสงัด ภายในห้องเงียบจนได้ยินแม้กระทั่งจังหวะลมหายใจของนาง
ทันใดนั้น “อ๊อด…” เสียงหน้าต่างถูกผลักจากภายนอกดังขึ้นเบา ๆ เงาร่างหนึ่งวาบเข้ามาในห้องอย่างไร้สุ่มเสียง ทว่าสตรีบนเตียงยังคงหลับ สนิท มิได้สะดุ้งตื่นแม้แต่น้อย เงานั้นเคลื่อนเข้ามาใกล้เตียงช้า ๆ
ใต้แสงจันทร์ บุรุษผู้มาเยือนค่อย ๆ เผยโฉม เขาสูงใหญ่สง่างาม ราว แปดจื่อ โครงหน้าคมสัน หน้าผากกว้างได้รูป ดวงตาลึกล้ําประหนึ่งบ่อน้ําไร้ ก้นบึ้ง เปล่งประกายชวนให้ผู้คนหลงใหล ดุจวังวนที่ดูดกลืนสรรพสิ่ง
สันจมูกโด่งดั่งสลักจากหยก ริมฝีปากบางได้รูปสมบูรณ์แบบ รูปร่าง ได้สัดส่วนเป็นสามเหลี่ยมกลับห่อหุ้มด้วยอาภรณ์ยาวสะอาดบริสุทธิ์ ชายเสื้อ ยาวนุ่มทิ้งตัวแตะพื้น ยาว…. ยาวจนประหนึ่งหิมะแรกเหมันต์ ปราศจาก มลทินแม้เพียงจุดเดียว เส้นผมดําขลับ สายพลิ้วไหวในสายลม ราวหมึกดํา ตัดกับผืนหิมะ กลับประสานกันอย่างน่าประหลาด บุรุษในชุดยาวยืนสงบนิ่ง อยู่ข้างเตียง มองใบหน้าอ่อนเยาว์ที่กําลังหลับใหล มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม
บาง
วันนี้เขาบังเอิญผ่านหน้าจวนไท่ซือ แล้วได้ยินเสียงพิณลอยแผ่วออก มา ท่วงทํานองนั้นคือบท “หงส์เพลิงนิพพาน” เสียงพิณเต็มไปด้วยอารมณ์