้บ่าวนึกว่าคุณหนูจะบรรเลง “กาวซานหลิวสุ่ย” หรือไม่ก็ ‘
กว่างหลังสาน’ เสียอีก
จ้าวเข่อหรันเพียงยิ้มอ่อน มิเอ่ยสิ่งใด เหตุที่นางเลือกบทนี้ ก็เพราะ ความทรงจําในอดีตชาติพัดย้อนกลับมา กระทบใจจนมิอาจเมินเฉย
“แล้วบทนี้กล่าวถึงสิ่งใดหรือเจ้าคะ?”
หลงเอ๋อร์ถามอีกครั้ง
“เป็นตํานานยองหงส์เพลิง”
จ้าวเย่อหรันตอบช้า ๆ
“ว่ากันว่าทุกห้าร้อยปี หงส์จะต้องแบกรับความทุกข์ ความแค้น ความอาฆาตทั้งหลายของโลกมนุษย์ แล้วกระโจนเข้าสู่เปลวไฟ ใช้ชีวิตและ ความงามของตนแลกกับความสงบสุขของผู้คน
นางหยุดครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อ
“เมื่อร่างถูกเผาผลาญจนเหลือเพียงเถ้าถ่าน หลังผ่านความเจ็บปวด
อันใหญ่หลวง มันจึงจะถือกําเนิดใหม่ในร่างที่งดงามและแข็งแกร่งกว่าเดิม”
“โธ่… เช่นนั้นมันมีทุกข์ทรมานนักหรือ?”
หลงเอ๋อร์หน้า ต
“หงส์มีอีกนามหนึ่งว่า นกอมตะ ”
จ้าวเย่อหรันกล่าวด้วยแววตาแน่วแน่
“ต่อให้กระโจนลงทะเลเพลิง ยอเพียงเหลือเถ้าถ่านแม้เพียงกําหนึ่ง มันก็จะพุ่งทะยานขึ้นจากเถ้านั้น ส่งเสียงร้องก้องฟ้า กลับมาด้วยพลังที่ยิ่ง
ใหญ่กว่าเดิม”
นางก๋ามือแน่นในใจ นางเอง…ก็จะเป็นเช่นนั้น ทันใดนั้น จ้าวเข่อหรัน รู้สึกราวมีสายตาหนึ่งจับจ้อง นางเงยหน้าขึ้น มองไปรอบศาลา ลอดสายตา ไปยังแนวหลังคาไกลออกไป ว่างเปล่า ไม่มีผู้ใด นางหัวเราะเบา ๆ ส่ายหน้า ตั้งแต่หวนคืนชีพ นางดูจะอ่อนไหวเกินไปแล้ว ที่นี่คือจวนไท่ซือ ผู้ใดเล่าจะ
กล้าบุกรุก? คงเป็นเพียงความระแว