ทุกคนต่างตะลึงงัน แต่แม่นมเยว่และหลงเอ๋อร์เพียงยืนสงบนิ่ง อยู่ด้านข้าง ก้มมองพื้น ไม่เอื้อนเอ่ยคําใด
“คุณหนู…”
หลิงเอ๋อร์กลับเป็นผู้ตกใจยิ่งกว่าใคร นางไม่เคยถูกคุณหนูปฏิบัติ ด้วยน้ําเสียงเย็นชาเช่นนี้มาก่อน ทั้งที่นางก็ไม่ได้ก่อเรื่องใหญ่โตอันใด เหตุใดต้องทรงพิโรธถึงเพียงนี้ ความคับแค้นจึงเอ่อท้นในอก
“บ่าวทําผิดสิ่งใดหรือเจ้าคะ?”
จ้าวเข่อหรันยกมุมปากขึ้นคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม แววตาเยียบเย็น
ดุจน้ําแข็งในค่ําเหมันต์
“ท่าทางเจ้าช่างวางมาดนัก ข้ายังมิทันกล่าวสิ่งใด เจ้ากลับแสดง ความไม่พอใจเสียแล้ว ผู้ใดไม่รู้คงนึกว่าเจ้าเป็นคุณหนู ส่วนข้าเป็นบ่าว
กระมัง”
สายตานั้นใสกระจ่าง หากคมกริบดุจคมดาบ มองทะลุถึงก้นบึง จิตใจ หลิงเอ๋อร์เพียงสบสายตาก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลัง
“บ่าว…มิกล้าเจ้าค่ะ”
“ถ้าเช่นนั้น ก็บอกมาว่าเจ้าผิดตรงใด”
เสียงของจ้าวเข่อหร้นแผ่วเบา แต่หนักแน่น
“หากตอบไม่ได้ แสดงว่าเจ้ายังไม่รู้สํานึก ว่าตนทําผิดอะไร เช่น นั้นก็ไม่จําเป็นต้องอยู่ข้างกายข้าอีก บ่าวที่แม้แต่ความผิดของตนยังไม่ รู หากออกไปก่อเรื่อง ข้าจะไม่พลอยรับเคราะห์หรือ?”
หลิงเอ๋อร์รีบคุกเข่าลง ก้มหน้าต่ํา
“บ่าวไม่ควรชิงตอบคําถาม ละเมิดกฎระเบียบ ขอคุณหนูโปรด
เมตตาบ่าวด้วยเจ้าค่ะ”
นางมั่นใจว่า หากเป็นเมื่อก่อน คุณหนูผู้ใจอ่อนยอมยกโทษให้ ง่ายดาย ทว่า จ้าวเข่อหรันที่กลับชาติมาเกิดใหม่ มิใช่สตรีผู้อ่อนแอคน
เติมอีกแล้ว
“ดี เ