าประทับใจเป็นอย่างมาก อีกทั้งหนึ่งในนั้นยังมีจอมภูตพลังธาตุวารีอยู่อีกด้วย และเพียงไม่นานก็สามารถดับไฟได้แล้ว
แต่ทว่าตอนนี้สีหน้าของมู่หรงโช่วเปลี่ยนเป็นดำคล้ำขึ้นมาแล้ว เขาจ้องไปที่มู่เฉียนซีแล้วกล่าว “ภาพวาดของข้า!”
“เจ้าจะมาคำรามอะไรใส่ข้าเล่า? เป็นเจ้าเองที่เผาพวกมัน ข้าไม่ได้เผาเสียหน่อย” มู่เฉียนซีกล่าว
“ใครอนุญาตให้เจ้าเข้ามากัน?”
“หรือว่าที่อยู่ของมู่หรงโช่วถือเป็นสถานที่ต้องห้าม เข้ามาไม่ได้อย่างนั้นหรือ? ข้าจะมาขอคำแนะนำจากเจ้าสักหน่อย ไม่ได้เลยหรืออย่างไร?”
“ตอนนี้เจ้าไสหัวออกไปจากอาณาเขตของข้าได้หรือยัง?”
“เจ้าไสหัวให้ดูก่อนสิ!”
มู่หรงโช่วมักจะมีใจที่กระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่งต่อการหลอมอาวุธ และเขาก็อารมณ์ไม่ดีมากนักที่งานที่เขาพยายามทำมาตลอดทั้งคืนถูกทำลายไปเช่นนี้ ซึ่งเขาใกล้ที่จะระเบิดเต็มทีแล้ว
พลังธาตุอัคคีที่เป็นราวกับพยัคฆ์ก็มิปานจู่โจมเข้าใส่มู่เฉียนซี นางจึงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “กำลังคิดที่จะออกกำลังขยับแข้งขยับขาอยู่พอดีเลย! ข้ายินดีมากที่จะเป็นเพื่อนเล่นกับเจ้า”
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพลังธาตุอัคคีที่รุนแรงถึงเพียงนี้ มู่เฉียนซีก็เพียงหมุนเวียนพลังธาตุวายุเพื่อที่จะหลบหลีกมันอย่างแผ่