นก็คือมู่เฉียนซี
แววตาที่ว่างเปล่าเกิดประกายแสงวาบผ่านเล็กน้อย ใบหน้านั้นขาวจนโปร่งแสงซีดเซียวและดูอ่อนแอราวกับคนป่วยก็ไม่ปาน
จื่อโยวกล่าวอย่างไม่มีทางเลือก “ที่เยี่ยพูดมาก็ใช่ เช่นนั้นก็ไปตามหาสาวน้อยคนนั้นก่อน! หากหาสาวน้อยผู้นั้นไม่เจอ เยี่ยไม่มีทางเปลี่ยนความคิดอย่างแน่นอน”
อู๋หยาหมุนตัวเดินจากไป แล้วกล่าวด้วยเสียงแหบแห้งว่า “ไปเตรียมแท่นบูชา ข้า…ข้าต้องการที่จะคำนวนตำแหน่งของหญิงสาวคนนั้นแทนฝ่าบาท”
“นายท่านอู๋หยา ไม่ได้นะขอรับ! ครั้งที่แล้ว…ครั้งที่แล้วที่ท่านคำนวณชะตาชีวิตให้กับคนผู้นั้น ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสมาโดยตรง! ท่านไม่ได้บอกหรือว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับนาง ล้วนแต่เป็นหมอกที่หนาทึบ! ท่านสอดส่องนาง ก็เหมือนสอดส่องความลับสวรรค์ อาจจะมีอันตรายได้ นายท่านอู๋หยา”
อู๋หยากล่าวว่า “ข้ามีลางสังหรณ์ที่เลวร้ายมาก ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม! ถึงแม้ว่าจะต้องเสียสละชีวิตนี้ ก็ต้องลองดูให้ได้!”
เขากล่าวอย่างไม่ยอมให้ขัดจังหวะว่า “รีบไปเร็เข้า!”
“ขอรับ! นายท่านอู๋หยา ”
…
เจ้าเมืองโม่เชวี่ยรีบร้อนผลักประตูเข้ามาแล้วกล่าวว่า “แม่นางมู่! กำลังจะเปิดหอหลอมอัสนีแล้ว รีบไปกับข้าเร็วเข้า! หากไปสายคงไ