ะลองเข้ามาในสำนักลั่วเยว่ดู คาดไม่ถึงว่าท่านเจ้าสำนักจะเร้นกายและไม่ปรากฎตัวเป็นเวลานานเช่นนี้”
ฉู่หลีกล่าว “เห็นทีศิษย์พี่คงต้องขอบคุณผู้อาวุโสท่านนั้นเสียแล้ว หากเขาไม่ได้กล่าวมาเช่นนั้น ข้าก็เกรงว่าข้าคงจะไม่ได้มีศิษย์น้องอย่างเจ้า”
มู่เฉียนซีทอดมองไปยังฉู่หลีแล้วกล่าว “คนผู้นั้นถูกเรียกขานว่าคุณชายเฟิงอวิ๋น มู่เฟิงอวิ๋น ท่านเคยได้ยินท่านเจ้าสำนักเอ่ยถึงมาก่อนหรือไม่?”
ฉู่หลีส่ายหน้าปฏิเสธ ก่อนจะกล่าวออกไปด้วยท่าทีอึดอัดใจเล็กน้อย “ศิษย์น้อง ต้องขอโทษด้วย! ข้าไม่ค่อยสนใจเรื่องอื่นเท่าใดนัก ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน และสนทนากับท่านอาจารย์น้อยมาก ดังนั้น…”
กาลก่อนเจ้าสำนักฉู่และลูกศิษย์ของเขาก็ล้วนเป็นเช่นนี้ ทุกครั้งที่เจ้าสำนักฉู่เรียกตัวฉู่หลีเข้าไปพูดคุยเรื่องสัพเพเหระ เขาก็ล้วนมีท่าทีเย็นชา อีกทั้งยังดูไม่สนใจและออกจะรังเกียจเสียด้วยซ้ำไป ทำให้เจ้าสำนักฉู่รู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ว่ากันว่ารับศิษย์ที่มีพรสวรรค์คนหนึ่งมิสู้รับศิษย์โง่เง่ามาหนึ่งคน ภายในหนึ่งเดือนเจ้าสำนักฉู่ก็ได้พูดคุยกับฉู่หลีเพียงหนึ่งประโยคเท่านั้น
การได้พูดคุยกับเขาเพียงคำเดียว ทำให้ผู้อาวุโสของเขาต้องอึดอัดคับข้องใจ
บัดนี้