จะทำให้มันกลายเป็นสำนักที่ตกต่ำและยากจนที่สุดในอาณาจักรหนานหลิง”
จิ่วเยี่ยกล่าว “หากซีต้องการเช่นนั้น ข้าก็จะช่วยเจ้าเอง ข้าจะไม่ให้ผู้ใดเข้ามาขวางเป็นอันขาด”
เมื่อมีจิ่วเยี่ยอยู่ การบุกเข้าสำนักวารีเมฆาของทั้งสองก็ราวกับสถานที่แห่งนี้ร้างผู้คนก็มิปาน เป็นอะไรที่ราบรื่นและไร้ผู้ใดพบเห็น
มู่เฉียนซีทราบว่า เจ้าสำนักวารีเมฆาได้เร่งพาตัวผู้อาวุโสสำคัญจำนวนหนึ่งออกจากสำนักไปแล้ว บัดนี้การป้องกันภายในสำนักอ่อนแอเป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้นมู่เฉียนซีและจิ่วเยี่ยจึงสามารถเค้นถามถึงที่ตั้งคลังสมบัติของสำนักได้อย่างง่ายดาย จากนั้นมู่เฉียนซีจึงจะใช้กระบี่มังกรเพลิงฟาดลงไปยังกลอนประตูจนเปิดออก
“เริ่มค้นหาและยึดสิ่งของได้!”
อู๋ตี้รู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง “อา อา อา! มีแกนวิญญาณเยอะมากเลย! เยี่ยมไปเลย มีระดับเจ็ดด้วย ข้าจะต้องเลื่อนขั้นเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ระดับเจ็ดได้เร็วกว่าเจ้าหมูโง่นั่นอย่างแน่นอน”
มู่เฉียนซีกล่าว “เมื่อถึงแดนซวนเทียนแล้วก็ไม่มีแกนวิญญาณให้อู๋ตี้กินมากขนาดนั้นหรอก ครานี้รับรองว่ามีให้กินจนอิ่มเป็นแน่”
อู๋ตี้จัดการกับสิ่งของเหล่านี้ไม่พูดไม่จา ส่วนสถานที่อื่น ๆ ที่มีทรัพย์สมบัติซ่อนเร้นอยู่มากมาย มู่เฉียนซีก็ได้เข้าไปจัดการเป็นที่เรียบร้อย
เมื่อมู่เฉียนซีจะกลับออกมานั้น นางก็ได้พบเข้ากับคนที่คุ้นเคยคนหนึ่ง
“จะ…จะ…เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
เมื่อปรมาจารย์หวงได้พบหญิงสาวผู้วิปริตผ