ชงชาเอง!”
“แม่นางมู่ นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าก็เป็นคนที่ชอบพูดคุยเหมือนกัน ดีเลย! ข้าจะอยู่พูดคุยกับเจ้าเอง”
หั่วห้าวหยู่เป็นคนที่พูดมากคนหนึ่ง ในฐานะที่เป็นศิษย์สำนักในแห่งสำนักเพลิงเมฆา เขาจึงรู้เรื่องราวไม่น้อยเลย ดังนั้นมู่เฉียนซีจึงได้รู้เรื่องราวมากมายมาจากเขา
เนื่องจากทั้งสองพูดคุยกันนานมาก หลังจากที่หั่วห้าวหยู่กลับไปได้ไม่นาน ความหึงหวงก็ได้บังเกิดขึ้นแล้ว
จิ่วเยี่ยกอดมู่เฉียนซีพลางกล่าว “ซี! หากอยากพูดคุยกับใคร ข้าจะอยู่เป็นเพื่อน”
มุมปากของมู่เฉียนซีกระตุกขึ้นเล็กน้อย โดยปกติแล้วจิ่วเยี่ยจะเป็นคนที่ไม่ค่อยพูดคุยกับใคร เขาจะนั่งคุยกับใครได้อย่างไรล่ะ
มู่เฉียนซีกล่าว “ตอนนี้ข้าอยากให้องค์ชายจิ่วเยี่ยนอนเป็นเพื่อนข้ามากกว่า จะเข้าห้องได้หรือยัง?”
“เข้าสิ!” จิ่วเยี่ยอุ้มมู่เฉียนซีเดินเข้าห้องไป
เช้าตรู่วันต่อมา มู่เฉียนซีตื่นเช้ามาก เนื่องจากนางต้องออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่
คุณชายโม่ผู้ที่ป่วยร่างกายอ่อนแอผู้นั้นเป็นคนนำกลุ่ม รวมไปถึงกลุ่มองครักษ์ตระกูลโม่ด้วย จากนั้นก็ตามด้วยศิษย์จากสำนักต่าง ๆ
เพียงแต่ว่ามีเรื่องบางอย่างที่มู่เฉียนซีรู้สึกแปลกใจมากมาโดยตลอด ภารกิจในครั้งนี้มีศิษย์จากสำนักใหญ่ ๆ เข้าร่วมด้วย นี่นับว่าไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แล้ว
แต่ผู้นำตระกูลโม่ ดูเหมือนว่าจะไม่ปรากฏตัวออกมาเลย!
หรือว่าจะเป็นเหมือนที่หั่วห้าวหยู่กล่าวเอาไว้ คุณชายโม่กับท่านพ่อของเขาจะไม่ค่อยลงรอยกัน