ดลงแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วนี่มันพลังอะไรกันแน่?”
“พระเจ้าช่วย! ช่างน่ากลัวยิ่งนัก”
“……”
มู่อีก็มาถึงแล้ว เมื่อเขาเห็นพลังนี้ก็ตกตะลึงนิ่งอึ้งไปทันที
“นั่นมัน…นั่นมันพลังขององค์ชายจิ่วเยี่ย ไม่ผิดแน่นอน!”
ในฐานะที่เป็นองครักษ์เงาของท่านผู้นำตระกูล พวกเขาเคยรับรู้ได้ถึงพลังเช่นนี้มาหลายครั้งหลายคราแล้ว
องค์ชายจิ่วเยี่ยสูญเสียการควบคุมอีกแล้วอย่างนั้นเหรอ เช่นนั้นท่านผู้นำตระกูลก็…
จิ่วเยี่ยปล่อยพลังนี้ออกมากักขังพิฆาตวิญญาณเอาไว้!
พิฆาตวิญญาณไม่ตอบโต้แต่อย่างใด อีกทั้งยังกล่าวอย่างไร้ท่าทีหวาดกลัวออกมาว่า “เจ้าช่างเก่งกาจยิ่งนัก สมแล้วที่เป็น…”
ฟึ่บ!
ลำแสงของกระบี่มังกรเพลิงพลันจางลง
“ออกไป!” จิ่วเยี่ยกล่าวเสียงเย็นชา
แน่นอนว่าเขาต้องการให้พิฆาตวิญญาณไสหัวออกไปจากร่างมู่เฉียนซี
ทว่า พิฆาตวิญญาณจะยอมให้จิ่วเยี่ยสมปรารถนาได้อย่างไรกันเล่า
เขาไม่เพียงแต่ไม่ออกจากร่างของมู่เฉียนซีเท่านั้น แต่ยังแอบซ่อนอยู่ในทะเลจิตวิญญาณของมู่เฉียนซีอีกด้วย
เช่นนี้ ต่อให้จิ่วเยี่ยอยากทำลายพิฆาตวิญญาณมากเพียงใด แต่เมื่อเขาซ่อนตัวอยู่ในทะเลจิตวิญญาณของมู่เฉียนซีแล้ว จิ่วเยี่ยก็ไม่สามารถทำได้
หากจิ่วเยี่ยลงมือ มู่เฉียนซีก็จะได้รับบาดเจ็บไปด้วย
จิ่วเยี่ยจะทำใจทำเช่นนั้นได้อย่างไรกันเล่า
พิฆาตวิญญาณไม่ได้ควบคุมร่างของมู่เฉียนซีอีกต่อไปแล้ว พลันนั้นร่างมู่เฉียนซีก็หมดสติลงและร่วงลงมาจากกลางอากาศ
ร่างในชุดดำพุ่งออก