าเคยเจอมาเลย”
มู่เฉียนซีกล่าวอย่างจนปัญญาว่า “เจ้าเคยเห็นแค่ข้ากับท่านพ่อของเจ้าแค่สองคนอย่างนั้นเหรอที่ต่อสู้กับคนอื่น”
ลั่วเหมี่ยวกล่าวด้วยความรู้สึกขอโทษ “คงเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ!”
ไม่นานนักพวกเขาก็กลับมาถึงโรงเตี๊ยม มู่เฉียนซีเปิดห้องห้องหนึ่งในโรงเตี๊ยมให้ลั่วเหมี่ยวพัก
ถึงแม้ว่าลั่วเหมี่ยวจะไม่คุ้นชิน แต่นางก็เชื่อฟังมู่เฉียนซีทุกอย่างเป็นอย่างดี
ทันทีที่ประตูห้องปิดลง จิ่วเยี่ยก็เข้าไปกอดมู่เฉียนซีทันที
สุ่ยจิงอิ๋งกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยจะดีนัก “จิ่วเยี่ย ข้ามีเวลาเหลืออีกไม่มากแล้ว เจ้าเลิกรังแกซีเอ๋อร์ได้แล้ว!”
“สุ่ยจิงอิ๋ง แล้วลั่วเหมี่ยวล่ะ?”
“ซีเอ๋อร์ระวังตัวด้วย นางต้องมีความลับบางอย่างอยู่แน่นอน แต่ซีเอ๋อร์อย่าได้เสี่ยงอันตรายเพราะเรื่องนี้เป็นอันขาด”
“ข้าเข้าใจแล้ว!”
“ตั้งใจหน่อย!” จิ่วเยี่ยกัดหูมู่เฉียนซีเบา ๆ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
มู่เฉียนซีรู้สึกว่าจิ่วเยี่ยไม่ได้สนใจในคำเตือนของสุ่ยจิงอิ๋งเลย เขาไม่เพียงแค่จะรังแกนางเท่านั้น แต่ยังรังแกนางอย่างโหดร้ายอีกด้วย
ดวงตาสีฟ้าอันเย็นยะเยือกคู่นั้นพลันลึกล้ำขึ้นราวกับก้นทะเลลึก สายตาคู่นั้นที่จ้องมองมู่เฉียนซี มู่เฉียนซีคิดว่าคำสาปของจิ่วเยี่ยจะกำเริบขึ้นแล้ว
ทว่า แววตาที่อันตรายนั้นค่อย ๆ จางหายไป จิ่วเยี่ยยับยั้งเอาไว้ได้แล้ว
แต่ความอันตรายนั้นทำให้พวกเขาต้องให้ความสนใจ
ดังนั้นทั้งสองจึงปล่อยใจไปตามอารมณ์
เช้าวั