่งดี!”
อุณหภูมิร่างกายที่ร้อนผ่าวนั้นทำให้ร่างกายของมู่เฉียนซีร้อนผ่าวตาม
มู่เฉียนซีตะคอกเขาว่า “หวงจิ่วเยี่ย เรื่องแค่นี้เจ้ายังรับปากข้าไม่ได้ แล้วยังจะมาเอาเปรียบข้าอีก ไสหัวไปเดี๋ยวนี้!”
“ไสหัวไป!”
“……”
แม้ว่าเสียงของนางจะแหบแห้งแล้ว แต่จิ่วเยี่ยก็ยังไม่ยอมปล่อยนางไปอยู่ดี
“หากเจ้าไม่ยอมไสหัวไปคนเดียว เราก็ไปด้วยกัน!”
“เจ้าไปตายซะ!”
“……”
ไม่ว่ามู่เฉียนซีจะทรมานจิ่วเยี่ยเช่นไร จิ่วเยี่ยก็ไม่ยอมตอบตกลงนางอยู่ดี
ในทางกลับกัน นางถูกจิ่วเยี่ยทรมานจนไร้เรี่ยวแรงแล้ว จิ่วเยี่ยกอดมู่เฉียนซีที่ร่างกายอาบท่วมไปด้วยเหงื่อไว้ในอ้อมแขน
“ซี ฟังข้าให้ดีนะ!”
“สำหรับเจ้า ข้าคือคนที่อันตรายที่สุด”
“แต่สำหรับข้าแล้ว เจ้าคือคนที่ข้าไม่อาจสูญเสียไปได้ ฉะนั้น ก่อนที่คำสาปจะกำเริบขึ้นอีกครั้ง เจ้าต้องอยู่ห่างจากข้าให้ไกลที่สุด”
ได้ยินเช่นนี้แล้วมู่เฉียนซีก็ตกใจนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง นางล้วนแต่เข้าใจดี
นางเป็นคนที่มีเหตุผลมาโดยตลอด แต่เมื่อเจอกับเรื่องของจิ่วเยี่ยเช่นนี้ นางกลับไม่มีเหตุผลเลยสักนิด
“การที่ข้าอยู่ข้างกายเจ้า มันจะทำให้ทุกอย่างแย่ลงอย่างนั้นเหรอ ?” มู่เฉียนซีกล่าวถาม
“ข้ามีความมั่นใจในตัวเอง ข้าต่อสู้กับมันมานานหลายปี ข้าจะปล่อยให้มันผิดพลาดในตอนที่ข้าเจอคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตแล้วไม่ได้เด็ดขาด ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น หากซีอยู่ด้วย ข้าไม่มั่นใจเลยว่าจะควบคุมตัวเองเอาไว้ได้” จิ่วเยี่ยกล่าว