“คงจะเหมือนที่จื่อโยวพูดอยู่บ่อย ๆ กระมัง ป่วยเพราะคิดถึง!”
มุมปากของมู่เฉียนซีกระตุกขึ้นเล็กน้อย “คิดถึงบ้าบออะไรของเจ้า…”
มู่เฉียนซียกขาเตะ คิดจะเตะให้เจ้าหมอนี่ออกไปไกล ๆ
ความแข็งแกร่งที่ห่างชั้นกันนั้นทำให้มู่เฉียนซีทำอะไรเขาไม่ได้
“ก็บอกแล้วอย่างไรเล่าว่าให้อยู่เป็นเพื่อนข้าเฉย ๆ อย่าได้คิดเอาเปรียบข้า!”
ดวงตาสีฟ้าอันเย็นยะเยือกคู่นั้นมองมู่เฉียนซีอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะกล่าวว่า “หรือว่าจะเปลี่ยนเป็นให้ซีเอาเปรียบข้าแทนดีล่ะ?”
“หากเจ้าทำอันใดผลีผลาม ระวังข้าจะให้สุ่ยจิงอิ๋งส่งเจ้ากลับไป”
จิ่วเยี่ยเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็เอนกายนอนข้าง ๆ มู่เฉียนซี ก่อนจะกล่าวออกมาว่า “ก็ได้ ข้าเชื่อฟังซี มาสิ!”
“มาอะไรของเจ้า นอน!”
มู่เฉียนซีเอนกายนอนนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อนแต่อย่างใด!
จิ่วเยี่ยพลิกกายจ้องมองนาง และกล่าวว่า “จะนอนนิ่ง ๆ เช่นนี้ไม่ได้!”
“ไม่ได้ใช่หรือไม่!”
มือข้างหนึ่งของมู่เฉียนซีจับไปที่คอของเขา คอของเขาแผ่ซ่านอุ่นไอร้อนผ่าวออกมา
แพรขนตาหนากระพือขยับเล็กน้อย “เช่นนั้น ข้าจะทำให้เจ้าสมดั่งปรารถนาเอง! องค์ชายจิ่วเยี่ย”
กลิ่นอายอันร้อนผ่าวนั้นสัมผัสร่างกายของจิ่วเยี่ยดุจดั่งขนนก กระตุ้นร่างกาย หัวใจ ตลอดไปจนถึงอารมณ์ที่ถูกยับยั้งมานานของจิ่วเยี่ย
จิ่วเยี่ยกล่าวเสียงต่ำและน้ำเสียงแหบแห้งว่า “ซีเล่นกับไฟ ต้องระวังสักหน่อยนะ!”
ในฐานะที่เป็นเจ้านายของกระบี่ศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์ มู่เฉียนซีไม่