กันนั้นทำลายไม่ได้จริง ๆ เกรงว่าค่ายกลป้องกันนั่น จะแข็งแกร่งกว่าค่ายกลของตำหนักเป่ยหานเสียอีกด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
ใบหน้าของเป่ยกงจั๋วเผยความประหลาดใจออกมา เขากล่าว “ไปตรวจสอบดูอีกรอบ! มันจะต้องมีวิธีทำลายค่ายกลนั่นได้แน่นอน!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ตอนนี้ทั่วทั้งเมืองล้วนแต่กำลังใจจดใจจ่ออยู่กับการฝึกบำเพ็ญ มู่เฉียนก็จะกลับไปฝึกบำเพ็ญเช่นกัน
นางมองหน้าอินรั่วเฉินแวบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “เจ้าโอรสศักดิ์สิทธิ์ ยังไม่กลับไปอีกเหรอ ตอนนี้หอหมอปีศาจของข้าพ้นอันตรายแล้ว”
อินรั่วเฉินกล่าว “สภาพแวดล้อมที่นี่ช่างงดงามยิ่งนัก ข้าอยากอยู่ต่ออีกสักหน่อย”
“อยู่ต่อ เท่ากับตาย!” น้ำเสียงเสียงหนึ่งดังก้องขึ้นราวกับมาจากนรก ทันใดนั้นเองร่างในชุดดำร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น
เขายื่นมือมาและคว้าร่างของมู่เฉียนซีเอาเข้าไปกอดไว้ในอ้อมอก ดวงตาสีฟ้าอันเย็นยะเยือกคู่นั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยจิตสังหารเหลือบมองไปที่อินรั่วเฉิน
สายตาคู่นั้นราวกับว่าต้องการฉีกเนื้ออินรั่วเฉินออกเป็นชิ้น ๆ
“จิ่วเยี่ย!” มู่เฉียนซีถูกเขาดึงเข้าไปกอดจนรู้สึกคุ้นชินแล้ว
“อินรั่วเฉิน เจ้าอยู่ต่อเจ้าก็ไม่ได้คืนฝักกระบี่ให้ข้า ข้าก็ยังฆ่าเจ้าไม่ได้ ข้าว่าเจ้ากลับไปเถอะ รอให้ถึงเวลาอย่างที่เจ้าว่าแล้วค่อยมา!”
อินรั่วเฉินมองไปที่ชายหนุ่มรูปงามดุจดั่งเทพมารผู้นั้น ก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางกล่าวว่า “ผู้แข็งแกร่งอย่างองค์ชายจิ่วเยี่ยคอยปกป้องแม่นางมู่เช่นนี้ ข้า