โดยตลอดก็ตกใจมากเช่นกัน เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเฟิงอวิ๋นซิวมีความสามารถนี้ด้วย
หากเฟิงอวิ๋นซิวใช้วิชานี้ต่อสู้กับเขาแล้วละก็ เขาไม่รู้เลยว่าตัวเองจะมีความสามารถเอาตัวรอดได้หรือไม่
“นี่มัน…นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
มู่เหล่ากล่าว “วิชาลับของตระกูลเฟิง หากเขาไม่ใช่คนตระกูลเฟิงที่ควบคุมวิชาลับนี้ของตระกูลเฟิงแล้วละก็ เขาจะได้เป็นองครักษ์ข้างกายขององค์หญิงหลินหลาง และเป็นคนสนิทที่สุดขององค์หญิงได้อย่างไรล่ะ”
ไป๋อู๋ห่ายกล่าวด้วยความตกใจว่า “ท่าน นี่ท่านว่าอะไรนะ? นี่เฟิงอวิ๋นซิวเป็นองครักษ์ข้างกายพระนางและเป็นคนที่พระนางไว้ใจที่สุดอย่างนั้นเหรอ ทำไมเขาไม่เคยพูดเรื่องนี้เลย”
หากรู้ เขาไม่มีทางกล้าต่อสู้กับเฟิงอวิ๋นซิวแน่นอน
เพราะหากเขาไปกล่าววาจาให้ร้ายเฟิงอวิ๋นซิวต่อหน้าองค์หญิงแล้วละก็ มีหวังหัวหน้าตำหนักตงจี๋อย่างเขาต้องตายกลายเป็นเพียงเถ้าธุลีอย่างแน่นอน
มู่เหล่ากล่าว “เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”
มู่เฉียนซีเองก็ประหลาดใจเล็กน้อย “นี่มันคือวิชาลับอย่างนั้นเหรอ?”
จื่อโยวเดินไปยืนข้างกายมู่เฉียนซีและพึมพำขึ้นเบา ๆ ว่า “ไม่นึกเลยว่าจะเป็นเงาของตระกูลเฟิง!”
มู่เฉียนซีผงะไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถาม “เงาตระกูลเฟิง?”
จื่อโยวกล่าวอธิบาย “ราชวงศ์ตงหวงแห่งแดนซวนเทียน ตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือตระกูลมู่ ลำดับสองก็คือตระกูลเฟิง ตระกูลเฟิงมีความเชี่ยวชาญในวิชาลับเฉพาะ นั่นก็คือวิชาเงา!”
“ในฐานะที่พวก