ซิวกล่าว “มู่เหล่า เจ้าเป็นห่วงตัวเองจะดีกว่านะ!”
ขวับ ขวับ ขวับ! ในขณะเดียวกันนั้นร่างหลายสิบร่างก็จรดตัวลงมา ชุดดำขลับห่อหุ้มร่างกายที่แข็งแกร่งของพวกเขาเอาไว้
เมื่อมู่เหล่าเห็นผู้แข็งแกร่งที่เป็นผู้นำของฝั่งตำหนักเป่ยหานผู้นั้นก็ตกตะลึงขึ้น “นึกไม่ถึงเลยว่าจะเป็นเขา ฉู่เฟิง”
จู่ ๆ ตำหนักเป่ยหานก็มียอดฝีมือมากมายถึงเพียงนี้ ช่างเป็นเรื่องที่น่าตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
“ดูท่าการตัดสินชะตาของสองตำหนักในครั้งนี้ ทั้งสองคงไม่มีใครยอมใครแน่แล้ว!”
“นี่เป็นการสู้รบที่ยากจะได้เห็นในรอบหมื่นปีเลยจริง ๆ!”
คนของทั้งสองฝ่ายได้มากันครบแล้ว มู่เหล่าจ้องมองไปที่ร่างในชุดสีม่วงนั้นและกล่าวว่า “เจ้าคงเป็นมู่เฉียนซี เช่นนั้นกระบี่ศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์ก็อยู่ที่เจ้าสินะ”
มู่เฉียนซีเหลือบมองเขาและกล่าวว่า “ใช่แล้วอย่างไร ไม่ใช่แล้วอย่างไร?”
มู่เหล่ามองหญิงสาวที่งดงามอย่างไม่เป็นสองรองใครผู้นี้ พร้อมกับรู้สึกว่าหญิงสาวนางนี้ช่างดูคุ้นหน้าคุ้นตามาก
แววตาของเฟิงอวิ๋นซิวเคร่งขรึมขึ้น แม้ว่าพลังของมู่เหล่าจะไม่เลว แต่ด้วยสถานะของเขาแล้วอาจจะเคยเห็นองค์หญิงมาแล้วก็ได้
หากเขานึกขึ้นได้…
“หากว่าใช่ ก็เอากระบี่ศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์มาให้ข้า! กระบี่ศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์ คนสถานะเช่นเจ้าไม่อาจครอบครองได้ เจ้าไม่คู่ควร!”
ดวงตาที่เย็นชาคู่นั้นของกู้ไป๋อีเผยความเย็นยะเยือกออกมา ไม่นานนักกลิ่นอายของกระบี่อันเย็นยะเยือกนั้นก