ิ์ผุดผ่องที่ยืนอยู่ท่ามกลางอรหันต์เหล่านั้นก็คือโอรสศักดิ์สิทธิ์แห่งแคว้นเทพฟ้านอิน อินรั่วเฉิน
อินรั่วเฉินที่ยืนอยู่ตรงนั้น ร่างของเขาเปล่งประกายแสงแห่งธรรมอันบริสุทธิ์ออกมาราวกับเจิดจรัสไปทั้งโลกก็มิปาน
ไป๋อู๋ห่ายเดินไปและยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางกล่าวว่า “นึกไม่ถึงเลยว่าแคว้นเทพฟ้านอินก็มีความสนใจในกระบี่ศักดิ์สิทธิ์นิรันดร์ด้วย”
ดวงตาอันอ่อนโยนของอินรั่วเฉินคู่นั้นมองไปที่ไป๋อู๋ห่าย ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยเสียงนุ่มทุ้มว่า “ทุกสรรพสิ่งล้วนแต่ถูกลิขิตเอาไว้แล้วทั้งสิ้น ของที่อยู่ในสถานที่เหนือสุดแห่งแดนเหนือนั้นเป็นของที่แคว้นเทพฟ้านอินต้องปกป้องรักษา เพื่อความสงบสุขของดินแดนสี่ทิศ”
ไป๋อู๋ห่ายแอบตำหนิอยู่ในใจ ‘สมกับเป็นคนของแคว้นเทพฟ้านอินจริง ๆ จะแย่งชิงมหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์เทพทั้งทีก็ยังหาข้ออ้างให้ตัวเองดูดีได้เช่นนี้อีก’
ไป๋อู๋ห่ายกล่าว “แต่ถึงกระนั้น มันก็ขึ้นอยู่กับพลังความแข็งแกร่งด้วย โอรสศักดิ์สิทธิ์ฟ้านอิน เจ้าว่าข้าพูดถูกหรือไม่?”
อินรั่วเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ย่อมเป็นเช่นนั้นแน่นอนอยู่แล้ว”
ก่อนหน้านี้เรื่องที่มู่เฉียนซีครอบครองกระบี่มังกรเพลิง คนในดินแดนสี่ทิศต่างก็รู้กันทั่ว แต่แคว้นเทพฟ้านอินกลับไม่ลงมือกระทำอันใดเลย
ตอนนี้ เมื่อแผนที่แผ่นนั้นปรากฏขึ้น แคว้นเทพฟ้านอินกลับลงมือเคลื่อนไหวแล้ว
นั่นก็หมายความว่ากระบี่ที่ปรากฏออกมาในครั้งนี้ต่างหากล่ะที่เป็นกระบี่ศักดิ์ส