อหรอก!”
แสงอันตรายปรากฏขึ้นนัยน์ตาของจิ่วเยี่ย “หรือซีต้องการให้ข้าทำสิ่งใด ซีถึงจะเชื่อ”
มู่เฉียนซีมุดหัวเข้าผ้าห่ม ก่อนจะกล่าวว่า “คำไหนคำนั้น หากเจ้ากล้าเสียงดังรบกวนข้าแล้วละก็ ข้าจะทำให้เจ้าต้องกลายเป็นคนไร้ประโยชน์แน่ คอยดู”
“ข้าไม่รบกวนแน่นอน ข้ายังมีเวลา!” จิ่วเยี่ยกอดมู่เฉียนซีแน่น
มู่เฉียนซีหลับสบายมาก เก็บสมุนไพรวิญญาณมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาครึ่งเดือน เหนื่อยเปลี้ยเพลียแรงอย่างที่สุด นางหลับไหลไปถึงสองวัน บ่ายคล้อยถึงจะตื่นขึ้นมา
แสงตะวันยามอัสดงสาดส่องกระทบบนใบหน้า มู่เฉียนซีลืมตาขึ้นมา จากนั้นก็เอามือลูบไล้หน้าอกของจิ่วเยี่ย
ดวงตาสีฟ้าอันเย็นยะเยือกคู่นั้นเคร่งขรึม เขากล่าว “ตื่นแล้วเหรอ?”
“อืม!”
มู่เฉียนซียังไม่ทันได้พูดอะไร ริมฝีปากของนางก็ถูกปิดกั้นเสียแล้ว จิ่วเยี่ยรักษาคำพูด ไม่ได้กระทำสิ่งใดในตอนที่นางหลับ
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ทำสิ่งใดหลังจากที่นางตื่นขึ้นมาแล้ว
อย่างไรเสีย เขาก็อดทนมานานมากถึงเพียงนั้น ท่าทางเกียจคร้านที่เพิ่งตื่นนอนนั้นมีเสน่ห์มาก ต่อให้เป็นองค์ชายจิ่วเยี่ย ก็ไม่อาจห้ามใจได้แล้ว
มู่เฉียนซีถูกเขาจูบจนหายใจไม่ออก นางผลักจิ่วเยี่ยและกล่าวว่า “จิ่วเยี่ย ข้าหิวแล้ว เจ้า…เจ้าสงบจิตใจก่อนสิ!”
“แต่หากเจ้าสงบจิตใจไม่ได้จริง ๆ ข้าจะฉีดยาให้เจ้าสักเข็มเป็นเช่นไร?” มู่เฉียนซีกล่าวข่มขู่เขา
จิ่วเยี่ยมองมู่เฉียนซีพลางกล่าว “ซีหิวแล้วเหรอ ข้าจะไปทำอาหา