ท้ายที่สุด มู่เฉียนซีก็ขดอยู่ในอ้อมอกของจิ่วเยี่ยอย่างเกียจคร้าน นางกล่าว “ข้าจะหลับแล้ว ห้ามมิให้เจ้าก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นเด็ดขาด พวกเรากลับไปนอนหลับให้ดี ๆ เสียคราหนึ่งเถิด!”
“อื้ม!”
จากนั้นก็ได้ผ่านไปอีกหนึ่งคืน เพียงแต่ว่าเช้าตรู่ของวันต่อมา เสียงอันน่าสะพรึงกลัวหลากเสียงที่ต่างกันได้ดังขึ้นมาจากหุบเขาของตระกูลเซียว
“ฮือ ฮือ ฮือ! ท่านหัวหน้าตำหนัก ท่านต้องให้ความเป็นธรรมแก่ข้า!”
หลังจากที่อวี้ปิงชิงกับเจ้าสี่คนไร้ประโยชน์นั่นได้ตื่นขึ้นมาแล้วก็พบว่าทั้งหุบเขาตระกูลเซียวนั้นแทบจะหาผู้รอดชีวิตสักคนไม่ได้เลย
สิ่งที่ยิ่งน่ากลัวเข้าไปอีกก็คือ ทั้งสี่คนนั้นรู้ว่าพวกเขาได้ทำอะไรกับอวี้ปิงชิง และพวกเขาก็ได้เอาสิ่งนั้นมาคุกคามทำให้อวี้ปิงชิงนั้นกลายเป็นของที่หวงแหนของตน
แน่นอนว่าอวี้ปิงชิงหาทางหลบหนี แต่กลับนึกไม่ถึงเลยว่ายังไม่ทันหาท่านปู่ของนางได้พบก็กลับมาพบเข้ากับกู้ไป๋อีเสียก่อน
ตกอยู่ในมือของกู้ไป๋อีก็ยังดีกว่าตกอยู่ในมือของเดรัจฉานทั้งสี่นั่น
แต่ไม่ว่านางจะร้องตะโกนอย่างไร ดวงตาอันเย็นเยือกคู่นั้นของกู้ไป๋อีก็ราวกับว่ามองไม่เห็น และเปรียบนางเป็นดั่งอากาศธาตุเท่านั้น
อวี้ปิงชิงเองก็อนาถยิ่งนัก ทั้งเนื้อตัวและใบหน้าล้วนแต่มีรอยแผลเป็นสีม่วง
เมื่อนางเห็นว่ากู้ไป๋อีนั้นไม่ส่งเสียงอะไรจึงได้เข้าไปใกล้กู้ไป๋อีขึ้นอีกนิด
ในตอนที่นางเข้าไปใกล้กู้ไป๋อีอยู่ในระยะสิบก้าวนั้นเอง ปราณกระบี่ปรา