ลังคำสาปนั้นเอาไว้ หนทางเดียวที่จะสะกดพลังแห่งคำสาปนั้นเอาไว้ได้ก็คือการใช้โลหิตของผู้ที่บนตัวนั้นมีพลังคำสาปอันแกร่งกล้าและดำมืดอย่างที่สุด ตอนนี้ไม่มีเวลาที่จะมาหาตัวคนผู้นั้นแล้ว ดังนั้นข้าเลยคิดว่า…ว่า…”
สายตาของจิ่วเยี่ยเปลี่ยนเป็นอันตรายขึ้นมา เขามองมู่เฉียนซีแล้วถามขึ้น “ซีคิดจะทำอะไร?”
ในตอนนี้เองนิรันดร์ก็ได้กล่าวแทรกขึ้น “เจ้านายตัวน้อยผู้น่ารักของข้า รึว่าเจ้าได้ลืมเจ้าตัวประหลาดตัวน้อยนี่ไปเสียแล้ว? โลหิตในตัวของเขานั้นตรงตามความประสงค์ทุกอย่าง อีกทั้งเกรงว่าทั่วทั้งโลกมนุษย์นี้จะไม่มีโลหิตของผู้ใดสามารถเทียบได้กับของเขาแล้ว”
“ก็แค่เพียงให้เจ้าตัวประหลาดน้อยนี้หลั่งโลหิตแค่เพียงนิดเดียวเท่านั้น เจ้านายตัวน้อยของข้าคงไม่ถึงขั้นสละไม่ลงหรอกกระมัง!”
มู่เฉียนซีตะลึงค้าง จิ่วเยี่ย!
ใช่แล้ว! บนตัวของจิ่วเยี่ยมีคำสาปที่น่าพรั่นพรึงเช่นนั้น แม้ว่ามันจะไม่อยู่ในหนึ่งในคำสาปทั้งสี่ที่นางรู้จัก แต่ว่ามันก็แข็งแกร่งอย่างมิต้องสงสัย
เมื่อต้องเผชิญกับการที่ญาติสนิทมีความเป็นความตายกั้นเอาไว้ด้วยเส้นบาง ๆ แล้ว นางจึงตื่นตระหนกมากเกินไปและไม่ได้นึกถึง
สายตาที่แฝงแววอันตรายของจิ่วเยี่ยได้หายไป เขาได้ปล่อยตัวมู่เฉียนซีลงแล้วกล่าว “ให้ข้าจัดการเอง!”
มู่เฉียนซียืนนิ่งอยู่ที่ตรงนั้น โชคดีที่นิรันดร์ได้กล่าวขัดคำพูดของนางขึ้นมาเสียก่อน
มิเช่นนั้นหากให้จิ่วเยี่ยรู้ว่านางวางแผนที่จะลงคำสาปให้ก